WEBVTT 00:00:15.584 --> 00:00:17.074 ภาพ เดอะวิทรูเวียนแมน (the Vitruvian Man) 00:00:17.074 --> 00:00:18.326 ที่นำมาจากภาพร่างของ เลโอนาโด (Leonardo) 00:00:18.326 --> 00:00:20.037 ได้กลายมาเป็นภาพที่ถูกจดจำได้มากที่สุด 00:00:20.037 --> 00:00:21.649 ในฐานะสัญลักษณ์ของยุคฟื้นฟูศิลปะ (Renaissance) 00:00:21.649 --> 00:00:22.743 แต่ทำไมล่ะ ? 00:00:22.743 --> 00:00:24.680 มันเป็นแค่ภาพวาดจากปากกาและหมึกใช่ไหม ? 00:00:24.680 --> 00:00:26.003 ผิด ! 00:00:26.003 --> 00:00:27.397 ลองเริ่มตอบคำถามนี้ 00:00:27.397 --> 00:00:28.634 จากปัญหาทางคณิตศาสตร์ 00:00:28.634 --> 00:00:30.720 ผมรู้ว่าจะคำนวณพื้นที่ของวงกลมได้อย่างไร 00:00:30.720 --> 00:00:32.098 ผมนำค่าไพน์ 00:00:32.098 --> 00:00:34.347 และคูณมันด้วยรัศมียกกำลังสอง 00:00:34.347 --> 00:00:36.565 ผมยังรู้อีกว่า หาพื้นที่สี่เหลี่ยมได้อย่างไร 00:00:36.565 --> 00:00:39.364 ผมคูณความยาวฐานด้วยตัวของมันเอง 00:00:39.364 --> 00:00:41.408 แต่ผมจะหาพื้นที่วงกลม 00:00:41.408 --> 00:00:43.799 และสร้างสี่เหลี่ยมที่มีพื้นที่เท่ากันได้อย่างไร ? 00:00:43.799 --> 00:00:45.739 นี่เป็นปริศนาที่ถูกขนานนามบ่อยๆว่า "สร้างสี่เหลี่ยมจากวงกลม" (squaring a circle) 00:00:45.739 --> 00:00:48.047 มันถูกเสนอขึ้นมาครั้งแรกในยุคโบราณ 00:00:48.047 --> 00:00:49.658 และเหมือนกับความคิดอื่นๆจากยุคโบราณ 00:00:49.658 --> 00:00:51.894 มันถูกชุบชีวิตขึ้นใหม่ในยุคฟื้นฟูศิลปะและวิทยาการ 00:00:51.894 --> 00:00:53.078 ดั่งที่มันได้ปรากฎ 00:00:53.078 --> 00:00:54.466 ปริศนานี้ไม่สามารถที่จะแก้ไขได้ 00:00:54.466 --> 00:00:56.090 เพราะว่าธรรมชาติของค่าไพน์ 00:00:56.090 --> 00:00:57.912 แต่นั่นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง 00:00:57.912 --> 00:00:58.626 ภาพร่างของ เลโอนาโด 00:00:58.626 --> 00:00:59.880 ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากงานเขียน 00:00:59.880 --> 00:01:01.905 ของสถาปนิกชาวโรมัน นาม วิทรูเวียน 00:01:01.905 --> 00:01:03.510 ได้ว่างภาพมนุษย์ไว้ตรงกลาง 00:01:03.510 --> 00:01:05.507 ของวงกลมและสี่เหลี่ยม 00:01:05.507 --> 00:01:06.842 วิทรูเวียนอ้างว่า สะดือ 00:01:06.842 --> 00:01:08.103 เป็นจุดศูนย์กลางของร่างกายมนุษย์ 00:01:08.103 --> 00:01:09.629 และถ้านำเอาวงเวียน 00:01:09.629 --> 00:01:11.375 มาปักที่จุดคงที่ ณ ตำแหน่งสะดือ 00:01:11.375 --> 00:01:14.015 ก็จะสามารถวาดวงกลมได้อย่างสมบูรณ์รอบตัวมนุษย์ 00:01:14.015 --> 00:01:16.004 ยิ่งไปกว่านั้น วิทรูเวียนยังแสดงให้เห็นว่า 00:01:16.004 --> 00:01:17.106 ช่วงแขนและและความสูง 00:01:17.106 --> 00:01:19.692 แทบจะมีความสอดคล้องอย่างสมบูรณ์กับลำตัว 00:01:19.692 --> 00:01:22.857 ฉะนั้น ลำตัวของมนุษย์ก็ถูกจัดวางอยู่ในสี่เหลี่ยม อย่างลงตัวสมบูรณ์เช่นกัน 00:01:22.857 --> 00:01:24.231 เลโอนาโดใช้แนวคิดของวิทรูเวียน 00:01:24.231 --> 00:01:27.027 เพื่อที่จะแก้ปริศนา "สร้างสี่เหลี่ยมจากวงกลม" ในเชิงอุปมา 00:01:27.027 --> 00:01:29.735 โดยการใช้ตัวมนุษย์เป็นดั่งพื้นที่ของทั้งสองรูปร่าง 00:01:29.735 --> 00:01:32.611 เลโอนาโดไม่ได้คิดถึงเพียงแค่วิทรูเวียนหรอก อันที่จริง 00:01:32.611 --> 00:01:33.815 มันเกิดแนวปรัชญาความคิดขึ้น 00:01:33.815 --> 00:01:34.913 ที่อิตาลี ในขณะนั้น 00:01:34.913 --> 00:01:36.321 เรียกว่า นีโอพลาโตอิซึม (Neoplatonism) 00:01:36.321 --> 00:01:37.741 แนวความคิดดังกล่าวนำเอาแนวคิดเดิม 00:01:37.741 --> 00:01:40.445 จากยุคศตวรรษที่ 4 ที่พัฒนาขึ้นมาโดยพลาโตและอริสโตเติล 00:01:40.445 --> 00:01:42.278 เรียกว่า "สายโซ่แห่งชีวิต" (The Great Chain of Being) 00:01:42.278 --> 00:01:44.447 ความเชื่อนี้กล่าวว่าเอกภพนั้นมีลำดับขั้น 00:01:44.447 --> 00:01:45.614 เหมือนกับสายโช่ 00:01:45.614 --> 00:01:47.779 และสายโช่นั้นเริ่มจากส่วนบนสุดคือพระเจ้า 00:01:47.779 --> 00:01:49.736 จากนั้นลดหลั่นลงมาผ่านเทพเทวดา 00:01:49.736 --> 00:01:50.313 ดาวเคราะห์ 00:01:50.313 --> 00:01:50.902 ดวงดาว 00:01:50.902 --> 00:01:51.982 และสิ่งมีชีวิตทุกรูปกาย 00:01:51.982 --> 00:01:54.066 ก่อนที่จะจบลงที่อสูรและปิศาจ 00:01:54.066 --> 00:01:55.813 ในช่วงแรกของแนวคิดทางปรัชญานี้ 00:01:55.813 --> 00:01:58.015 เป็นที่คิดกันว่า ตำแหน่งของมนุษย์ในสายโซ่นี้ 00:01:58.015 --> 00:01:59.527 อยู่ตรงกลางอย่างพอดิบพอดี 00:01:59.527 --> 00:02:01.226 เพราะว่ามนุษย์มีร่างกายที่ไม่จีรัง 00:02:01.226 --> 00:02:03.158 อยู่ร่วมกันกับจิตวิญญาณที่เป็นอมตะ 00:02:03.158 --> 00:02:05.308 พวกเราแบ่งครึ่งเอกภพได้อย่างสวยงาม 00:02:05.308 --> 00:02:07.067 อย่างไรก็ดี ในช่วงราวๆที่เลโอนาโด 00:02:07.067 --> 00:02:08.686 ได้ร่างภาพวิทรูเวียนแมน 00:02:08.686 --> 00:02:10.871 นักปรัชญายุคนีโอพลาโต นามว่า พิโก เดลล่า มิแรนโดล่า (Pico della Mirandola) 00:02:10.871 --> 00:02:12.236 มีแนวคิดที่ต่างไป 00:02:12.236 --> 00:02:13.814 เขางัดมนุษย์ออกมาจากสายโซ่นั่น 00:02:13.814 --> 00:02:15.779 และอ้างว่า มนุษย์มีคุณสมบัติที่เป็นเอกลักษณ์ 00:02:15.779 --> 00:02:17.645 ที่สามารถจะอยู่ในท่าทางใดก็ได้ที่ต้องการ 00:02:17.645 --> 00:02:19.228 พิโกอ้างว่า พระเจ้ามีพระประสงค์ 00:02:19.228 --> 00:02:20.700 สร้างสิ่งมีชีวิตที่สามารถที่จะเข้าใจ 00:02:20.700 --> 00:02:23.569 เอกภพที่สวยงามและซับซ้อน ที่ถูกสร้างโดยน้ำมือพระเจ้า 00:02:23.569 --> 00:02:25.488 สิ่งนี้นั่นเองที่นำไปสู่การสร้างมนุษย์ 00:02:25.488 --> 00:02:27.236 ซึ่งพระเจ้าได้วางลง ณ ศูนย์กลางของเอกภพ 00:02:27.236 --> 00:02:30.042 ด้วยความสามารถที่จะอยู่ในรูปใดก็ได้ที่ต้องการ 00:02:30.042 --> 00:02:32.141 มนุษย์ ตามแนวคิดของพิโก 00:02:32.141 --> 00:02:34.702 สามารถที่จะไต่ลงไปตามสายโช่ และมีพฤติกรรมเยี่ยงเดรัจฉาน 00:02:34.702 --> 00:02:36.923 หรือจะคลานขึ้นไปตามสายโช่ และมีพฤติกรรมเสมอเหมือนพระเจ้า 00:02:36.923 --> 00:02:38.228 มันเป็นทางเลือกของเรา 00:02:38.228 --> 00:02:39.481 มองกลับไปยังภาพร่างนั้น 00:02:39.481 --> 00:02:41.591 เราสามารถเห็นได้ว่า เมื่อเปลี่ยนแปลงท่าทางของมนุษย์ 00:02:41.591 --> 00:02:43.147 มนุษย์นั้นก็จะสามารถอยู่ในพื้นที่ของวงกลมและสี่เหลี่ยม 00:02:43.147 --> 00:02:45.010 ที่ไม่ลงรอยกัน 00:02:45.010 --> 00:02:47.313 ถ้าเรขาคณิตเป็นภาษาที่ใช้สร้างสรรค์เอกภพแล้วไซร้ 00:02:47.313 --> 00:02:48.680 ภาพร่างนี้เหมือนจะบอกเป็นนัย 00:02:48.680 --> 00:02:50.517 ว่าเราปรากฎอยู่ในทุกธาตุพื้นฐานของมัน 00:02:50.517 --> 00:02:52.058 มนุษย์สามารถที่จะอยู่ในรูปร่างใดก็ได้ที่เขาต้องการ 00:02:52.058 --> 00:02:53.353 ในเชิงเรขาคณิต 00:02:53.353 --> 00:02:55.272 และในเชิงปรัชญาเช่นกัน 00:02:55.272 --> 00:02:56.352 ในภาพร่างนี้ 00:02:56.352 --> 00:02:57.642 เลโอนาโดสามารถที่จะรวบรวม 00:02:57.642 --> 00:02:58.448 คณิตศาสตร์ 00:02:58.448 --> 00:02:59.130 ศาสนา 00:02:59.130 --> 00:02:59.944 ปรัชญา 00:02:59.944 --> 00:03:00.804 สถาปัตยกรรม 00:03:00.804 --> 00:03:02.527 และความสามารถทางศิลปะในช่วงสมัยของเขา 00:03:02.527 --> 00:03:03.729 มันได้กลายมาเป็นสัญลักษณ์ 00:03:03.729 --> 00:03:05.741 ตลอดช่วงยุคนั้นอย่างไร้ข้อกังขา