1 00:00:01,300 --> 00:00:06,800 มาเรียนเรื่องเมทริกซ์กัน อะไรคือ ผมหมายถึงอะไรตอนผมพูดว่า เมทริซิส (matrices) 2 00:00:06,800 --> 00:00:10,400 เมทริซิส ก็คือพหุพจน์ของเมทริกซ์ (matrix) 3 00:00:10,400 --> 00:00:15,700 ซึ่งเป็นคำที่คุณคงคุ้น ๆ เพราะฮอลลีวูดมากกว่าคณิตศาสตร์ 4 00:00:15,700 --> 00:00:20,900 แล้ว เมทริกซ์คืออะไร ที่จริง มันง่ายมาก 5 00:00:20,900 --> 00:00:24,500 มันก็คือตารางตัวเลข นั่นคือสิ่งที่เรียกว่าเมทริกซ์ 6 00:00:24,500 --> 00:00:27,800 งั้น ผมจะวาดเมทริกซ์ให้คุณดู 7 00:00:27,800 --> 00:00:30,300 ผมไม่ชอบสีฟ้ายาสีฟันเลย ขอผมเปลี่ยนสีหน่อยนะ 8 00:00:30,300 --> 00:00:37,600 นี่คือตัวอย่างของเมทริกซ์ หากผมบอกว่า ไม่รู้สิ ผมจะเลือกเลขสุ่ม ๆ มา 9 00:00:37,600 --> 00:00:46,000 ห้า หนึ่ง สอง สาม ศูนย์ ลบห้า นี่คือเมทริกซ์ 10 00:00:46,000 --> 00:00:51,500 และทั้งหมดนี้คือตารางของตัวเลข และบ่อยครั้งหากคุณหากหาตัวแปรแทนเมทริกซ์ คุณจะ 11 00:00:51,500 --> 00:00:54,600 ใช้ตัวพิมพ์ใหญ่ เช่น คุณสามารถใช้ 'A' พิมพ์ใหญ่ 12 00:00:54,600 --> 00:01:00,100 บางครั้งในหนังสือบางเล่ม เขาจะทำตัวหนาด้วย ดังนั้นมันอาจเป็น ตัว 'A' หนา แทนเมทริกซ์ 13 00:01:00,100 --> 00:01:04,500 และ แค่วิธีการเขียน เราเรียกมันว่าเมทริกซ์ หรือ เราเรียก 14 00:01:04,500 --> 00:01:10,100 เมทริกซ์นี้ว่า แค่วิธีการที่ตกลงกัน ว่า 2 คูณ 3 เมทริกซ์ 15 00:01:10,100 --> 00:01:16,500 และบางครั้ง เขาก็เขียนว่า '2 คูณ 3' ข้างล่างตัวอักษณหนา เพื่อแทนเมทริกซ์ 16 00:01:16,500 --> 00:01:18,400 แล้วสองคืออะไร แล้วสามล่ะ 17 00:01:18,400 --> 00:01:23,200 สอง คือ จำนวนแถว (rows) เรามีแถวที่หนึ่ง แถวที่สอง นี่คือหนึ่งแถว นี่อีกแถว 18 00:01:23,200 --> 00:01:26,300 และเราก็มีสามคอลัมน์ (columns) หนึ่ง สอง สาม 19 00:01:26,300 --> 00:01:28,500 ดังนั้น เขาจึงเรียกมันว่า สอง คูณ สาม เมทริกซ์ 20 00:01:28,500 --> 00:01:34,200 เมื่อคุณบอกว่า รู้ไหม หากผมบอกว่า B ผมจะทำให้มันหนาหน่อย 21 00:01:34,200 --> 00:01:42,677 หาก B เป็น ห้า คูณ สอง เมทริกซ์ นั่นหมายความว่า B นั้น ขอ 22 00:01:42,677 --> 00:01:46,892 ผมพิมพ์ตัวเลขหน่อย ศูนย์ ลบห้า สิบ 23 00:01:49,300 --> 00:01:52,600 ดังนั้น มันมีห้าแถว และสองคอลัมน์ 24 00:01:52,600 --> 00:01:56,000 เรามีอีกคอลัมน์หนึ่งตรงนี้ ดังนั้น เอาล่ะ ลบสิบ สาม 25 00:01:56,000 --> 00:02:04,100 ผมแค่ใส่เลขสุ่ม ๆ ลงไปในนี้ เจ็ด สอง พาย 26 00:02:04,100 --> 00:02:07,000 นี่คือ ห้า คูณ สอง เมทริกซ์ 27 00:02:07,000 --> 00:02:11,700 คุณคิดว่าคงคงเข้าใจวิธีการเขียนแล้วว่า เมทริกซ์ ซึ่งก็คือ 28 00:02:11,700 --> 00:02:15,000 ตารางตัวเลข ว่าเป็้นอย่างไร คุณสามารถแสดงมัน ตอนที่คุณแสดงเป็นตัวแปร 29 00:02:15,000 --> 00:02:19,100 คุณก็ใช้ตัวอักษรพิมพ์ใหญ๋ตัวหนา และบางครั้งคุณก็เขียน สองคูณสาม ตรงนี้ด้วย 30 00:02:19,100 --> 00:02:22,700 และคุณสามารถอ้างอิงเทอมในเมทริกซ์ได้ด้วย 31 00:02:22,700 --> 00:02:26,300 ในตัวอย่างนี้ ตัวอย่างอันบน ที่เรามีเมทริกซ์ A 32 00:02:26,300 --> 00:02:32,600 หากมีคนอยากอ้างอิงถึง สมมุติว่า อันนี้ พจน์นี้ของเมทริกซ์ 33 00:02:32,600 --> 00:02:37,400 และมันคืออะไร มันอยู่ในแถวสอง มันอยู่ในแถวที่สอง 34 00:02:37,400 --> 00:02:39,100 และคอลัมน์ที่สอง จริงไหม 35 00:02:39,100 --> 00:02:42,500 นี่คือคอลัมน์ที่หนึ่ง นี่คือคอลัมน์ที่สอง แถวที่หนึ่ง แถวที่สอง 36 00:02:42,500 --> 00:02:45,100 ดังนั้นมันอยู่ในแถวที่สอง คอลัมน์ที่สอง 37 00:02:45,100 --> 00:02:51,900 ดังนั้น ผู้คนมักจะเขียนว่า A จากนั้นก็เขียน 38 00:02:51,900 --> 00:02:58,500 สอง ลูกน้ำ สอง เท่ากับศูนย์ 39 00:02:58,500 --> 00:03:02,100 หรือ เขาอาจเขียน บางครั้งเขียนเป็นตัวพิมพ์เล็ก a 40 00:03:02,100 --> 00:03:07,100 สอง ลูกน้ำ สอง เท่ากับ ศูนย์ 41 00:03:07,100 --> 00:03:11,700 แล้ว A คืออะไร มันก็เหมือนเดิม 42 00:03:11,700 --> 00:03:14,200 ผมแค่ทำให้คุณรู้จักวิธีการเขียน 43 00:03:14,200 --> 00:03:16,100 เพราะทั้งหมดนี้เป็นแค่วิธีการเขียนเท่านั้น 44 00:03:16,100 --> 00:03:21,800 แล้ว a หนึ่ง ลูกน้ำ สาม คืออะไร 45 00:03:21,800 --> 00:03:24,600 มันหมายความว่า เราอยู่ที่แถวที่หนึ่ง กับคอลัมน์ที่สาม 46 00:03:24,600 --> 00:03:27,600 แถวแรก หนึ่ง สอง สาม มันคื่อค่าที่อยู่ตรงนี้ 47 00:03:27,600 --> 00:03:29,200 ซึ่งเท่ากับ สอง 48 00:03:29,200 --> 00:03:32,100 และนั่นคือสัญลักษณ์ทั้งหมดของเมทริกซ์ 49 00:03:32,100 --> 00:03:34,100 มันคือตารางของตัวเลข และสามารถแสดงออกมาได้อย่างนี้ 50 00:03:34,100 --> 00:03:37,000 และเราก็บอกถึงพจน์ต่าง ๆ ได้อย่่างนี้ 51 00:03:37,000 --> 00:03:38,300 จากนั้น คุณอาจถามว่า 52 00:03:38,300 --> 00:03:41,600 "แซล เอาล่ะ มันก็คือ ตารางตัวเลข ที่ 53 00:03:41,600 --> 00:03:44,200 มีชื่อและสัญลักษณ์เลิศหรู แต่มันเอาไปใช้ทำอะไรได้" 54 00:03:44,212 --> 00:03:46,100 นั่นคือประเด็นที่น่าสนใจ 55 00:03:46,100 --> 00:03:51,600 เมทริกซ์เป็นแค่วิธีแสดงข้อมูล มันก็แค่วิธีเขียนข้อมูลลงไป 56 00:03:51,600 --> 00:03:53,600 มีแค่นั่นแหละ มันก็ตารางตัวเลขอันหนึ่ง 57 00:03:53,600 --> 00:03:57,800 แต่ มันสามารถใช้แสดงปรากฏการณ์ต่าง ๆ มากมาย 58 00:03:57,800 --> 00:04:01,500 หากคุณเคยเรียนของพวกนี้ในพีชคณิต 1 หรือพีชคณิต 2 59 00:04:01,500 --> 00:04:03,600 คุณอาจเคยใช้มันแสดงสมการเชิงเส้น 60 00:04:03,600 --> 00:04:07,854 แต่เราจะเรียนมันทีหลัง และผมจะทำวิดีโออีก 61 00:04:07,869 --> 00:04:10,600 เพื่อเอาเมทริกซ์ไปใช้ในหลายเรื่องเลยล่ะ 62 00:04:10,600 --> 00:04:14,500 แต่ มันสามารถแสดง และมีประโยชน์มาก หากคุณ 63 00:04:14,500 --> 00:04:19,100 กำลังทำงาน computer graphics เมทริกซ์... พจน์ในนั้นใช้แทนพิกเซลบนหน้าจอ 64 00:04:19,100 --> 00:04:21,400 มันสามารถแทนจุดในระบบพิกัด 65 00:04:21,400 --> 00:04:23,000 มันสามารถแทน... ใครจะรู้! 66 00:04:23,000 --> 00:04:24,900 มันสามารถแทนอะไรได้เต็มไปหมด 67 00:04:24,900 --> 00:04:27,600 แต่สิ่งสำคัญที่ควรระลึกไว้คือว่า เมทริกซ์นั้น 68 00:04:27,600 --> 00:04:30,500 มันไม่ใช่ปรากฏการณ์ธรรมชาติ 69 00:04:30,500 --> 00:04:34,700 มันไม่เหมือนกับหลักทางคณิตศาสตร์มากมายที่เราเคยเจอมา 70 00:04:34,700 --> 00:04:37,700 มันเป็นแค่วิธีหนึ่งในการแสดงหลักทางคณิตศาสตร์ 71 00:04:37,700 --> 00:04:40,400 หรือ วิธีหนึ่งในการแสดงข้อมูล แต่คุณประมาณว่าต้อง 72 00:04:40,400 --> 00:04:43,000 นิยามว่ามันกำลังแสดงอะไร 73 00:04:43,000 --> 00:04:44,700 แต่ เก็บเรื่องที่ว่า 74 00:04:44,700 --> 00:04:48,300 มันแสดงข้อมูลอะไรไว้ก่อน 75 00:04:48,300 --> 00:04:52,200 และ โอ้ ภรรรยาผมอยู่นี่ เธอมาหาของน่ะ 76 00:04:52,200 --> 00:04:54,500 เอาล่ะ กลับมาดูที่ผมกำลังทำอยู่ 77 00:04:54,500 --> 00:04:57,100 งั้น งั้น กลับมาดูว่าเมทริกซ์ 78 00:04:57,100 --> 00:04:59,400 นั้นแสดงอะไรกันได้ มาลองดูวิธีตามธรรมเนียมดู 79 00:04:59,400 --> 00:05:02,200 เพราะ ผมว่า อืม อย่างน้อยในตอนแรก มันดูจะเป็น 80 00:05:02,200 --> 00:05:04,015 ส่วนที่ยากที่สุด เราบวกเมทริกซ์อย่างไร 81 00:05:04,015 --> 00:05:06,408 เราจะคูณเมทริกซ์อย่างไร เราจะหาอินเวอร์สของเมทริกซ์อย่างไร 82 00:05:06,408 --> 00:05:09,069 เราจะหา determinant ของเมทริกซ์อย่างไร 83 00:05:09,069 --> 00:05:11,400 ผมรู้ว่าคำเหล่านี้อาจฟังไม่คุ้นหู อย่างน้อย 84 00:05:11,400 --> 00:05:13,700 คุณอาจงงกับมันมาแล้วในวิชาพีชคณิต 85 00:05:13,700 --> 00:05:15,900 ดังนั้นผมจะสอนสิ่งเหล่านั้นให้คุณก่อน 86 00:05:15,900 --> 00:05:18,400 ซึ่งมันเป็นแค่วิธีการที่มนุษย์กำหนดขึ้นมาเท่านั้น 87 00:05:18,400 --> 00:05:22,700 จากนั้น ต่อไป ผมจะทำวิดีโออธิบายถึงแนวคิดเบื้องหลัง 88 00:05:22,700 --> 00:05:26,700 และสิ่งที่เรากำลังแสดงอยู่ ดังนั้น มาเริ่มกันเลย 89 00:05:26,700 --> 00:05:29,700 งั้นสมมุติว่าผมอยากบวกเมทริกซ์สองอันนี้เข้าด้วยกัน 90 00:05:29,700 --> 00:05:33,600 สมมุติว่า อันแรก ขอผมเปลี่ยนสีหน่อย สมมุติว่า 91 00:05:33,600 --> 00:05:37,700 เราทำอันเล็กหน่อย เพื่อไม่ให้เปลืองที่ 92 00:05:37,700 --> 00:05:42,500 คุณมี เมทริกซ์ สาม ลบหนึ่ง ไม่รู้สิ 93 00:05:42,500 --> 00:05:49,100 สอง ศูนย์ เรียกมันว่า A แล้วกัน A ตัวพิมพ์ใหญ่ 94 00:05:49,100 --> 00:05:54,400 และเรียกอีกอันว่า B และผมจะมั่วตัวเลขขึ้นมา 95 00:05:54,400 --> 00:06:06,300 เมทริกซ์ B เท่ากับ ลบเจ็ด สอง สาม ห้า 96 00:06:06,300 --> 00:06:14,000 ดังนั้น คำถามของผมคือว่า A 97 00:06:14,000 --> 00:06:16,300 ผมจะทำมันเป็นตัวหนาเหมือนในหนังสือ บวก 98 00:06:16,300 --> 00:06:21,700 B เป็นเท่าไหร่ นั่นคือ ผมกำลังบวกเมทริกซ์เข้าด้วยกัน และอีกครั้ง 99 00:06:21,700 --> 00:06:25,700 นี่เป็นแค่ข้อตกลงของมนุษย์ ใครสักคนนิยามวิธีการบวกเมทริกซ์อย่างนี้ 100 00:06:25,700 --> 00:06:27,500 เขาอาจนิยามแบบอื่น แต่เขาบอกว่า 101 00:06:27,500 --> 00:06:29,846 เราจะให้เมทริกซ์บวกกัน ในแบบที่ผม 102 00:06:29,846 --> 00:06:32,500 กำลังจะทำให้คุณดู เพราะมันมีประโยชน์สำหรับปรากฏการณ์ต่าง ๆ มากมาย 103 00:06:32,500 --> 00:06:35,000 เมื่อคุณบวกเมทริกซ์สองตัวเข้าด้วยกัน คุณก็แค่บวก 104 00:06:35,000 --> 00:06:40,000 พจน์ตัวต่อตัว แล้วมันหมายความว่าไง 105 00:06:40,000 --> 00:06:43,000 คุณก็แค่บวกพจน์ที่อยู่ในแถวหนึ่ง คอลัมน์หนึ่ง เข้ากับ 106 00:06:43,000 --> 00:06:46,100 พจน์ในอยู่ในแถวหนึ่ง คอลัมน์หนึ่ง โอเค 107 00:06:46,100 --> 00:06:50,500 มันเท่ากับสาม บวก ลบเจ็ด นั่นคือ สาม บวก ลบเจ็ด 108 00:06:50,500 --> 00:06:55,000 นั่นคือพจน์ หนึ่ง-หนึ่ง จากนั้นพจน์ในแถวหนึ่ง คอลัมน์สอง 109 00:06:55,000 --> 00:06:58,608 จะเป็ฯ ลบหนึ่ง บวก สอง 110 00:06:58,608 --> 00:07:01,700 ใส่วงเล็บลงไปให้คุณรู้ว่า 111 00:07:01,700 --> 00:07:05,400 มันเป็นคนละพจน์กัน และคุณคงเดาได้ว่าจะทำอย่างไรต่อไป 112 00:07:05,400 --> 00:07:20,700 พจน์นี้จะเท่ากับ สองบวกสาม พจน์นี้ เป็นพจน์สุดท้าย เท่ากับ ศูนย์ บวก ห้า 113 00:07:20,700 --> 00:07:26,700 แล้วมันเท่ากับอะไร สาม บวก ลบเจ็ด เท่ากับ ลบสี่ 114 00:07:26,700 --> 00:07:32,000 ลบหนึ่ง บวก สอง เท่ากับ หนึ่ง สอง บวก สาม เท่ากับ ห้า 115 00:07:32,000 --> 00:07:39,800 และศูนย์ บวก ห้า เท่ากับ ห้า ดังนั้นเราก็ได้ผลบวกมา นั่นเป็นวิธีที่มนุษย์นิยามการบวกเมทริกซ์สองตัว 116 00:07:39,800 --> 00:07:43,200 และด้วยนิยามนี้ คุณคงนึกออกว่ามันก็เหมือนกับ 117 00:07:43,200 --> 00:07:49,100 B บวก A ถูกไหม และจำไว้ว่า นี่คือสิ่งที่เราต้องคิดถึง 118 00:07:49,100 --> 00:07:53,000 เพราะเราไม่ได้บวกเลขอีกต่อไป คุณรู้ว่า หนึ่งบวกสอง เท่ากับ 119 00:07:53,000 --> 00:07:56,700 สองบวกหนึ่ง หรือ สำหรับเลขธรรมดาสองตัวใด ๆ มันไม่สำคัญว่า 120 00:07:56,700 --> 00:07:59,900 คุณจะบวกมันก่อนหลัง แต่สำหรับเมทริกซ์ มันไม่ได้เห็นง่าย ๆ อย่างนั้น แต่เมื่อคุณนิยามมันเช่นนี้ 121 00:07:59,900 --> 00:08:03,700 ไม่มีสำหคัญว่าเราคิด A บวก B หรือ B บวก A จริงไหม 122 00:08:03,700 --> 00:08:06,600 หากเราคิด B บวก A นี่ก็แค่ ลบเจ็ด บวก สาม 123 00:08:06,600 --> 00:08:10,100 นี่ก็แค่ สอง บวก ลบหนึ่ง แต่สุดท้ายมันก็ออกมาเป็นค่าเดียวกัน 124 00:08:10,100 --> 00:08:11,900 นั่นคือการบวกเมทริกซ์ 125 00:08:11,900 --> 00:08:15,300 และคุณคงนึกออกว่า การลบเมทริกซ์ ก็คล้าย ๆ กัน 126 00:08:15,300 --> 00:08:21,592 เราก็ ที่จริง ให้ผมทำให้คุณดูดีกว่า A ลบ B ได้เท่าไหร่ 127 00:08:27,038 --> 00:08:32,300 คุณสามารถมองว่า นี่คือ B ใหญ๋ มันคือเมทริกซ์ 128 00:08:32,300 --> 00:08:34,800 นั่นคือนั่นเหตุผลที่ผมทำให้มันหนาพิเศษ แต่ มันก็เหมือนกับ 129 00:08:34,800 --> 00:08:42,800 A บวก ลบหนึ่ง คูณ B แล้ว B คืออะไร B คือ 130 00:08:42,800 --> 00:08:47,800 ลบเจ็ด สอง สาม ห้า และเมื่อคุณคูณมันด้วย 131 00:08:47,800 --> 00:08:50,400 สเกลาร์ เมื่อเอาตัวเลขคูณกับเมทริกซ์ 132 00:08:50,400 --> 00:08:52,700 คุณก็แค่คูณเลขนั้นกับทุกเทอมในเมทริกซ์ 133 00:08:52,700 --> 00:08:58,400 ดังนั้น มันจะเท่ากับ A เมทริกซ์ A บวกเมทริกซ์ เราแค่คูณ 134 00:08:58,400 --> 00:09:02,400 ลบหนึ่ง เข้ากับทุกเทอมตรงนี้ ได้ เจ็ด 135 00:09:02,400 --> 00:09:08,400 ลบสอง ลบสาม ห้า จากนั้นเราก็ 136 00:09:08,400 --> 00:09:11,700 ทำอย่างที่เราทำตรงโน้น เรารู้ว่า A คืออะไร ดังนั้น มันก็ 137 00:09:11,700 --> 00:09:15,800 จะได้ ลองดู A อยู่ตรงนี้ ดังนั้น สาม บวก 138 00:09:15,800 --> 00:09:21,200 เจ็ด เท่ากับ สิบ ลบหนึ่ง บวก ลบสอง เท่ากับ ลบสาม 139 00:09:21,200 --> 00:09:28,900 สอง บวก ลบสาม ได้ ลบหนึ่ง และศูนย์ บวก ห้า เท่ากับ ห้า 140 00:09:28,900 --> 00:09:31,600 และที่จริงคุณไม่ได้ทำผ่านทางนี้ก็ได้ 141 00:09:31,600 --> 00:09:33,800 คุณสามารถ ลบเทอมเหล่านี้จากเทอมเหล่านี้ 142 00:09:33,800 --> 00:09:35,200 และ คุณก็ได้ค่าเหมือนกัน 143 00:09:35,200 --> 00:09:38,500 ผมทำเช่นนี้เพราะผมอยากให้คุณเห็นว่า การคูณ 144 00:09:38,500 --> 00:09:41,300 สเกลาร์ หรือ ค่าหนึ่งค่า หรือตัวเลขปกติ เข้ากับเมทริกซ์ 145 00:09:41,300 --> 00:09:46,600 นั้นก็แค่คูณเลขดังกล่าวกับทุกเทอมในเมทริกซ์ 146 00:09:46,600 --> 00:09:50,900 แล้วยังไง จากนิยามการบวกเช่นนี้ เรารู้อะไรได้อีก 147 00:09:50,900 --> 00:09:54,200 เรารู้ว่า เมทริกซ์ทั้งสองต้องมีขนาดเท่ากัน 148 00:09:54,200 --> 00:09:58,700 ตามนิยามที่เราใช้บวก ยกตัวอย่างเช่น 149 00:09:58,700 --> 00:10:01,100 คุณสามารถบวกเมทริกซ์สองตัวนี้ ผมสามารบวก ไม่รู้สิ 150 00:10:01,100 --> 00:10:08,500 หนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า หก เจ็ด แปด เก้า กับเมทริกซ์นี้ 151 00:10:08,500 --> 00:10:14,500 ไม่รู้สิ ลบสิบ ลบร้อย ลบหนึ่งหัน 152 00:10:14,500 --> 00:10:20,100 ผมแค่มั่วเลขมาก หนึ่ง ศูนย์ ศูนย์ หนึ่ง ศูนย์ หนึ่ง 153 00:10:20,100 --> 00:10:21,800 คุณสามารถบวกเมทริกซ์สองตัวนี้ด้วยกันได้ ถูกไหม 154 00:10:21,800 --> 00:10:24,900 เพราะมันมีจำนวนแถว และจำนวนคอลัมน์เท่ากัน 155 00:10:24,900 --> 00:10:30,400 ตัวอย่างเช่น หากคุณต้องบวกมัน เทอมแรก ก็จะเป็น หนึ่ง บวก ลบสิบ 156 00:10:30,400 --> 00:10:34,400 ได้เท่ากับ ลบเก้า สอง บวก ลบหนึ่งร้อย ได้ลบเก้าสิบแปด 157 00:10:34,400 --> 00:10:39,500 ผมคิดว่าคุณคงเข้าใจ คุณมีเก้าเทอม แล้วคุณมีสามแถว สามคอลัมน์ 158 00:10:39,500 --> 00:10:44,800 แต่คุณไม่สามารถบวกเมทริกซ์สองอันนี้เข้าด้วยกัน คุณสามารถบวก... 159 00:10:44,800 --> 00:10:48,600 ขอผมใช้อีกสีหนึ่ง แค่ให้เห็นว่าต่างกัน 160 00:10:48,600 --> 00:10:52,500 คุณไม่สามรถบวก สีฟ้านี้ คุณไม่สามารถบวกเมทริกซ์นี้ 161 00:10:52,500 --> 00:11:03,400 ลบสาม สอง เข้ากับเมทริกซ์ ไม่รุ้สิ เก้า เจ็ด 162 00:11:03,400 --> 00:11:05,100 ทำไมถึงไม่ได้ 163 00:11:05,100 --> 00:11:07,700 เพราะมันไม่มีพจน์คู่กันให้บวกเข้าไป 164 00:11:07,700 --> 00:11:11,600 มันมีหนึ่งแถว สองคอลัมน์ อันนี้คือ หนึ่งคูณสอง 165 00:11:11,600 --> 00:11:15,800 แต่อันนี้เป็นสอง คูณหนึ่ง ดังนั้นพวกมันจึงมีมิติไม่เท่ากัน 166 00:11:15,800 --> 00:11:18,700 เราจึงไม่สามารถบวกหรือลบเมทริกซ์เหล่านี้ได้ 167 00:11:18,700 --> 00:11:22,300 และเพื่อหมายเหตุเอาไว้ เมื่อเมทริกซ์มี... เมื่อ 168 00:11:22,300 --> 00:11:26,800 มิติอันหนึ่งเท่ากับ หนึ่ง ยกตัวอย่างเช่น ตรงนี้คุณมีหนึ่งแถว 169 00:11:26,800 --> 00:11:30,200 หลายคอลัมน์ นี่คือสิ่งทีเรียกว่า เวกเตอร์แถว (row vector) 170 00:11:30,200 --> 00:11:32,500 เวกเตอร์คือ เมทริกซ์ที่มีมิติเดียว นั่นคือ 171 00:11:32,500 --> 00:11:35,700 มิติอันหนึ่งเท่ากับหนึ่ง และนี่คือ เวกเตอร์แถว 172 00:11:35,700 --> 00:11:38,800 และมันก็มี เวกเตอร์คอลัมน์ (column vector) และนี่เป็นแค่ชื่อ 173 00:11:38,800 --> 00:11:41,400 ที่คุณควรรู้เพิ่มเติม อืม หากคุณเรียนพีชคณิตเชิงเส้น และแคลคูลัส 174 00:11:41,400 --> 00:11:44,200 อาจารย์คุณอาจใช้คำเหล่านี้ และมันดีที่จะ 175 00:11:44,200 --> 00:11:49,015 ทำความคุ้นเคยไว้ เอาล่ะ ผมใช้เวลาไปสิบเอ็ดนาทีแล้ว ผมจะมาต่อในวิดีฮหน้า แล้วเจอกันครับ