WEBVTT 00:00:00.000 --> 00:00:05.000 ข้าพเจ้ากำลังพูดถึงความเมตตาจากมุมมองของชาวมุสลิม 00:00:05.000 --> 00:00:08.000 และบางทีหลายคนก็คิดว่าความเชื่อของข้าพเจ้านั้น 00:00:08.000 --> 00:00:12.000 ไม่ถือว่าเป็นความเชื่อที่มีรากฐานบนความเมตตา 00:00:12.000 --> 00:00:14.000 แต่ในความเป็นจริงแล้วกลับตรงข้ามกัน NOTE Paragraph 00:00:14.000 --> 00:00:20.000 คัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ของเรา อัลกุรอาน ประกอบด้วย 114 บท 00:00:20.000 --> 00:00:24.000 และแต่ละบทเริ่มต้นด้วยบทนำที่เราเรียกว่า บัสมาลาห์ 00:00:24.000 --> 00:00:30.000 ซึ่งเป็นบทกล่าวในนามของพระเจ้าผู้ทรงเมตตา ผู้ทรงปราณียิ่ง 00:00:30.000 --> 00:00:32.000 หรือ ตามที่เซอร์ ริชาร์ด เบอร์ตั้น 00:00:32.000 --> 00:00:35.000 ไม่ใช่ริชาร์ด เบอร์ตั้นคนที่แต่งงานกับ อลิซาเบ็ธ เทย์เลอร์นะครับ 00:00:35.000 --> 00:00:38.000 แต่เป็นเซอร์ ริชาร์ด เบอร์ตั้น คนที่มีชีวิตอยู่ 100 ปีก่อนหน้านั้น 00:00:38.000 --> 00:00:40.000 ซึ่งเป็นนักเดินทางไปทั่วโลก 00:00:40.000 --> 00:00:44.000 และเป็นผู้แปลวรรณกรรมไว้หลายชิ้น 00:00:44.000 --> 00:00:51.000 ได้แปลไว้ว่า "ในนามของพระเจ้า ผู้ทรงเมตตา ผู้เปี่ยมด้วยความเมตตา" NOTE Paragraph 00:00:51.000 --> 00:00:58.000 และในหลักคำสอนจากกุรอาน ซึ่งสำหรับชาวมุสลิมแล้ว เป็นถ้อยคำที่พระเจ้ากล่าวกับมวลมนุษยชาติ 00:00:58.000 --> 00:01:01.000 พระเจ้าได้ตรัสกับท่านศาสนฑูตของพระองค์ ท่านมูฮัมหมัด 00:01:01.000 --> 00:01:04.000 ซึ่งเราเชื่อกันว่าเป็นท่านสุดท้าย ในบรรดาองค์ศาสนฑูต 00:01:04.000 --> 00:01:10.000 อันเริ่มต้นด้วยอดัม รวมถึงโนอาห์ รวมถึงโมเสส รวมถึงอับราฮัม 00:01:10.000 --> 00:01:14.000 รวมถึงพระเยซูคริสต์ และสิ้นสุดที่ท่านมูฮัมหมัด 00:01:14.000 --> 00:01:17.000 พระเจ้าตรัสว่า "เรามิได้ส่งเธอมาเพื่ออื่นใด โอ้ มูฮัมหมัด 00:01:17.000 --> 00:01:23.000 นอกจากเพื่อเป็นราฮาม เป็นความเมตตาแก่มวลประชาทั้งหลาย" NOTE Paragraph 00:01:23.000 --> 00:01:27.000 สำหรับเราในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง และแน่นอนสำหรับเราชาวมุสลิม 00:01:27.000 --> 00:01:32.000 ผู้มีภารกิจและเป้าประสงค์ ในการดำเนินรอยตามองค์ศาสดา 00:01:32.000 --> 00:01:36.000 พึงกระทำตนเยี่ยงองค์ศาสดาให้ดีที่สุด 00:01:36.000 --> 00:01:38.000 ซึ่งองค์ศาสดาได้กล่าวไว้ครั้งหนึ่งว่า 00:01:38.000 --> 00:01:43.000 "จงประดับตัวท่านด้วยคุณลักษณะของพระเจ้า" 00:01:43.000 --> 00:01:49.000 และเพราะพระเจ้าเองได้ตรัสไว้ว่าคุณลักษณะ อันสำคัญที่สุดของพระองค์ก็คือ ความเมตตา 00:01:49.000 --> 00:01:54.000 กุรอ่านเองก็กล่าวไว้ว่า "พระเจ้าทรงมีบัญชาแก่พระองค์เองด้วยความเมตตา" 00:01:54.000 --> 00:01:58.000 หรือ "ทรงปกครองพระองค์เองด้วยความเมตตา" 00:01:58.000 --> 00:02:05.000 ฉะนั้น จุดประสงค์และภารกิจของเราคือการเป็นผู้ที่เปี่ยมไปด้วยความเมตตา 00:02:05.000 --> 00:02:09.000 สร้างความเมตตาให้เกิดขึ้นในใจ, แสดงความเมตตาต่อผู้อื่น 00:02:09.000 --> 00:02:13.000 พึงพูดกับผู้อื่นด้วยความเมตตา และปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยความเมตตา NOTE Paragraph 00:02:13.000 --> 00:02:16.000 เหล่านี้ล้วนประเสริฐและดี 00:02:16.000 --> 00:02:19.000 แต่ความผิดพลาดเกิดขึ้นที่ตรงไหน 00:02:19.000 --> 00:02:24.000 และอะไรเป็นเหตุให้โลกขาดความเมตตา 00:02:24.000 --> 00:02:29.000 เพื่อตอบคำถามนี้ เราพึงพิจารณาถึงมรรคาแห่งจิตวิญญาณ 00:02:29.000 --> 00:02:36.000 ศาสนาทุกศาสนาล้วนมีสิ่งที่เราเรียกว่า วิถีแห่งโลกภายนอกและวิถีของโลกภายใน 00:02:36.000 --> 00:02:41.000 หรือวิถีทางวัตถุและวิถีแห่งจิตวิญญาณ 00:02:41.000 --> 00:02:49.000 วิถีแห่งจิตวิญญาณของมุสลิมนั้นรู้จักกันทั่วไปในชื่อของนิกายซูฟีย์ หรือตะเซาวุฟ ในภาษาอาหรับ 00:02:49.000 --> 00:02:52.000 บรรดาผู้รู้หรือปรมาจารย์เหล่านี้ 00:02:52.000 --> 00:02:56.000 ปรมาจารย์ทางจิตวิญญาณของซูฟีย์ 00:02:56.000 --> 00:03:00.000 ได้กล่าวถึงคำสอนและตัวอย่างของท่านองค์ศาสดา 00:03:00.000 --> 00:03:04.000 ซึ่งจะช่วยชี้แนะเราว่าสิ่งใดกันคือบ่อเกิดของปัญหา NOTE Paragraph 00:03:04.000 --> 00:03:08.000 ในการศึกหนึ่งซึ่งองค์ศาสดาได้ร่วมรบ 00:03:08.000 --> 00:03:13.000 ท่านกล่าวต่อสานุศิษย์ว่า "เรากลับจากสงครามเล็กน้อยนี้" 00:03:13.000 --> 00:03:17.000 ไปสู่สงครามอันยิ่งใหญ่ สู่การศึกอันยิ่ง" NOTE Paragraph 00:03:17.000 --> 00:03:22.000 สานุศิษย์กล่าวว่า "องค์ฑูตแห่งสวรรค์ เราหน่ายการศึกแล้ว 00:03:22.000 --> 00:03:25.000 จะเอากำลังแต่ไหน สู้ศึกอันยิ่ง?" NOTE Paragraph 00:03:25.000 --> 00:03:33.000 องค์ศาสดาตอบว่า "การศึกนั้นหรือคือการศึกกับตน การศึกต่ออัตตา" 00:03:33.000 --> 00:03:42.000 ต้นเหตุของปัญหาของมนุษย์ ล้วนเกี่ยวกับการยึดอัตตาเป็นใหญ่ หรือ 'ตัวข้าฯ' NOTE Paragraph 00:03:42.000 --> 00:03:48.000 ปรมาจารย์ซูฟีย์ผู้โด่งดัง ท่านรูมี ผู้ที่ท่านส่วนใหญ่รู้จักเป็นอย่างดี 00:03:48.000 --> 00:03:54.000 มีเรื่องเล่าว่าด้วยชายผู้หนึ่ง ซึ่งเดินทางไปยังบ้านของสหาย 00:03:54.000 --> 00:03:57.000 เขาเคาะประตูบ้าน 00:03:57.000 --> 00:04:00.000 เสียงตอบกลับมาว่า "นั่นใคร?" NOTE Paragraph 00:04:00.000 --> 00:04:05.000 "ฉันเอง" หรือพูดอีกอย่างก็คือ 00:04:05.000 --> 00:04:07.000 "ข้าฯ" เอง NOTE Paragraph 00:04:07.000 --> 00:04:10.000 เสียงนั้นว่า "ไปให้พ้น" NOTE Paragraph 00:04:10.000 --> 00:04:18.000 หลังจากฝึกฝน บำเพ็ญตน แสวงหา และเพียรพยายามอยู่หลายปี 00:04:18.000 --> 00:04:20.000 เขาก็กลับมา 00:04:20.000 --> 00:04:24.000 และด้วยความถ่อมตนกว่าแต่ก่อนนัก เขาเคาะประตูอีกครั้ง NOTE Paragraph 00:04:24.000 --> 00:04:27.000 เสียงนั้นถามว่า "นั่นใคร" NOTE Paragraph 00:04:27.000 --> 00:04:31.000 เขาตอบว่า "ก็ท่านไง โอ้ สหายรักของข้า" NOTE Paragraph 00:04:31.000 --> 00:04:35.000 แล้วประตูก็เปิดออก และเสียงนั้นกล่าวว่า 00:04:35.000 --> 00:04:42.000 "เข้ามาเถิด เพราะว่าในนี้ไม่มีที่พอสำหรับ 'ข้าฯ' ทั้งสอง" 00:04:42.000 --> 00:04:46.000 ข้าฯ หรืออัตตาทั้งสองนะครับ NOTE Paragraph 00:04:46.000 --> 00:04:55.000 เรื่องที่ท่านรูมีเล่าไว้ เป็นการอุปมาถึงการเดินทาง ทางจิตวิญญาณนั่นเอง 00:04:55.000 --> 00:05:01.000 ขณะใดที่พระเจ้าปรากฏ จะไม่เหลือเนื้อที่ให้อัตตาได้อาศัย 00:05:01.000 --> 00:05:06.000 อัตตวาทุปาทานจึงสลาย หลอมรวมเข้ากับสรรพสิ่ง 00:05:06.000 --> 00:05:10.000 ในหลักคำสอน ซึ่งชาวมุสลิมเรียกว่า ฮะดีษกุดซีย์ นั้น 00:05:10.000 --> 00:05:16.000 พระเจ้าตรัสว่า "สาวกของเรา" หรือ "สรรพชีวิต สรรพมนุษย์" 00:05:16.000 --> 00:05:22.000 ไม่พึงติดตามเราได้ ด้วยการปฏิบัติอันนอกเหนือไปจาก 00:05:22.000 --> 00:05:25.000 ที่เราได้พร่ำสอน" 00:05:25.000 --> 00:05:29.000 และท่านผู้ฟังที่เป็นนายจ้างคงเข้าใจดีว่าหมายถึงอะไร 00:05:29.000 --> 00:05:33.000 ท่านย่อมอยากให้ลูกจ้างของท่าน ทำในสิ่งที่ท่านสั่งไว้ 00:05:33.000 --> 00:05:35.000 เมื่อทำได้แล้ว จึงค่อยทำสิ่งอื่นนอกจากนั้น 00:05:35.000 --> 00:05:38.000 แต่อย่าเพิกเฉยในสิ่งที่ท่านได้สั่งไว้ NOTE Paragraph 00:05:38.000 --> 00:05:44.000 และพระเจ้าตรัสว่า "สาวกของเราจะยิ่งใกล้เรามากขึ้นอีก 00:05:44.000 --> 00:05:47.000 ด้วยการปฏิบัติให้มากขึ้นในสิ่งที่เราสอน" 00:05:47.000 --> 00:05:49.000 เป็นคะแนนพิเศษ ก็น่าจะเรียกได้ 00:05:49.000 --> 00:05:53.000 "จนกว่าเราจะรักเขาหรือเธอ 00:05:53.000 --> 00:05:56.000 และเมื่อเรารักสาวกของเราแล้ว" พระเจ้าตรัส 00:05:56.000 --> 00:06:02.000 เราจะกลายเป็นดวงตาที่เขาหรือเธอใช้ดู 00:06:02.000 --> 00:06:08.000 เป็นหูที่เขาหรือเธอใช้ฟัง 00:06:08.000 --> 00:06:13.000 เป็นมือที่เขาหรือเธอใช้ยึดจับ 00:06:13.000 --> 00:06:17.000 และเป็นเท้าที่เขาหรือเธอใช้เดิน 00:06:17.000 --> 00:06:22.000 และเป็นหัวใจที่เขาหรือเธอใช้เข้าใจสรรพสิ่ง 00:06:22.000 --> 00:06:27.000 การหลอมรวมตัวตนเข้ากับความจริงสูงสุดนี้ 00:06:27.000 --> 00:06:35.000 เป็นบทศึกษาและจุดมุ่งหมายของการเดินทางทางจิตวิญญาณของศาสนศรัทธาทั้งมวล NOTE Paragraph 00:06:35.000 --> 00:06:41.000 ชาวมุสลิมนับถือพระเยซูว่า เป็นปรมาจารย์แห่งซูฟีย์ 00:06:41.000 --> 00:06:48.000 เป็นองค์ศาสดาและผู้นำสาส์น ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ผู้เน้นย้ำวิถีแห่งจิตวิญญาณ 00:06:48.000 --> 00:06:52.000 พระเยซูกล่าวว่า "เราคือพระจิต เราคือวิถีทาง" 00:06:52.000 --> 00:06:57.000 องค์ศาสดามูฮัมหมัดกล่าวว่า "ผู้ใดเห็นเรา ก็เท่ากับเห็นพระเจ้า" 00:06:57.000 --> 00:07:02.000 ที่กล่าวเช่นนั้นได้ เพราะองค์ศาสดาคือสื่อของพระเจ้า 00:07:02.000 --> 00:07:04.000 เป็นพระจิตของพระเจ้า 00:07:04.000 --> 00:07:08.000 ดังนั้นแล้ว พระประสงค์ของพระเจ้าจึงสำแดงผ่านพวกท่านได้ 00:07:08.000 --> 00:07:12.000 และมิได้กระทำการจากตัวตนหรืออัตตาของพวกท่านเอง 00:07:12.000 --> 00:07:19.000 ความเมตตาบนโลกนั้นได้ถูกประทานมาให้แล้ว มันอยู่ในตัวเรานี่เอง 00:07:19.000 --> 00:07:24.000 สิ่งที่เราต้องทำมีเพียงแค่ขจัดอัตตาไปให้พ้นจากวิถีทางของเรา 00:07:24.000 --> 00:07:27.000 ขจัดการเอาอัตตาเป็นใหญ่ไปให้พ้นจากวิถีทางของเรา NOTE Paragraph 00:07:27.000 --> 00:07:35.000 ข้าพเจ้าแน่ใจว่า ทุกท่านในที่นี้น่าจะ หรือส่วนใหญ่ของท่านผู้ฟังต้อง 00:07:35.000 --> 00:07:39.000 เคยประสบสิ่งที่ท่านอาจเรียกว่า ประสบการณ์ทางจิตวิญญาณ 00:07:39.000 --> 00:07:46.000 ซึ่งเป็นห้วงเวลาหนึ่งในชีวิตของท่าน อาจนานเพียงไม่กี่วินาทีหรือนาที 00:07:46.000 --> 00:07:52.000 ที่พรมแดนของอัตตาของท่านได้สลายหายไป 00:07:52.000 --> 00:07:59.000 และ ณ นาทีนั้นเอง ท่านก็รู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกันกับจักรวาล 00:07:59.000 --> 00:08:05.000 เป็นหนึ่งเดียวกันกับเหยือกน้ำอันนั้น เป็นหนึ่งเดียวกันกับมนุษยชาติ 00:08:05.000 --> 00:08:09.000 เป็นหนึ่งเดียวกันกับพระผู้สร้าง 00:08:09.000 --> 00:08:14.000 และท่านรู้สึกได้ในการดำรงอยู่ของอำนาจนั้น ถึงความน่าเกรงขาม 00:08:14.000 --> 00:08:18.000 ถึงความรักอันลึกล้ำที่สุด ความเมตตาและปราณีอันลึกล้ำที่สุด 00:08:18.000 --> 00:08:22.000 เท่าที่ท่านได้เคยประสบมาในชีวิต NOTE Paragraph 00:08:22.000 --> 00:08:28.000 นั่นแหละคือช่วงเวลาที่พระเจ้าทรงประทาน เป็นของขวัญแก่เรา 00:08:28.000 --> 00:08:32.000 ของขวัญที่ ณ ห้วงเวลาหนึ่ง พระองค์ทรงยกพรมแดนนั้น 00:08:32.000 --> 00:08:38.000 ที่ทำให้เราเอาแต่ยืนกรานว่า ฉัน ฉัน ฉัน ข้า ข้า ข้า 00:08:38.000 --> 00:08:42.000 และเปลี่ยนไป เป็นเช่นเดียวกับชายในเรื่องของท่านรูมี 00:08:42.000 --> 00:08:48.000 เราก็พูดว่า "อ้อ นี่คือท่านทั้งหมดเลย" 00:08:48.000 --> 00:08:50.000 นี่คือท่านทั้งหมด และนี่คือเราทั้งหมด 00:08:50.000 --> 00:08:56.000 และเรา และข้าพเจ้า และพวกเรา ต่างเป็นส่วนหนึ่งของท่าน 00:08:56.000 --> 00:09:02.000 ผู้สร้างทั้งมวล จุดประสงค์ทั้งมวล จุดกำเนิดแห่งการมีอยู่ของเรา 00:09:02.000 --> 00:09:04.000 และจุดสิ้นสุดของการเดินทางของเรา 00:09:04.000 --> 00:09:09.000 และท่านยังเป็นสหายรักของเรา 00:09:09.000 --> 00:09:15.000 ท่านเป็นเพียงผู้เดียวที่เราควรมุ่งตาม เพื่อจุดประสงค์ของท่านที่เราจะมีชีวิตอยู่ 00:09:15.000 --> 00:09:19.000 และเพื่อจุดประสงค์ของท่าน ที่เราจะตาย 00:09:19.000 --> 00:09:23.000 และเพื่อจุดประสงค์ของท่าน ที่เราจะได้รับการชุบชีวิตอีกครั้ง 00:09:23.000 --> 00:09:30.000 เพื่ออธิบายต่อพระเจ้า ว่าเราได้ใช้ชีวิตอย่างมีเมตตามากน้อยปานใด NOTE Paragraph 00:09:30.000 --> 00:09:34.000 สาส์นของเราในวันนี้ และจุดประสงค์ของเราในวันนี้ 00:09:34.000 --> 00:09:37.000 และท่านทั้งหลายที่อยู่ที่นี่ในวันนี้ 00:09:37.000 --> 00:09:42.000 และจุดประสงค์ของบัญญัติแห่งความเมตตาอันนี้ ก็คือเพื่อเตือนให้รำลึก 00:09:42.000 --> 00:09:50.000 ดังที่กุรอานตักเตือนเราอยู่เสมอให้จดจำ และคอยเตือนกันและกันให้รำลึก 00:09:50.000 --> 00:09:58.000 เพราะว่าความรู้แห่งสัจจะนั้น ล้วนดำรงอยู่ในมนุษย์ทุกคน NOTE Paragraph 00:09:58.000 --> 00:10:01.000 เรารู้ทุกอย่าง 00:10:01.000 --> 00:10:03.000 เราเข้าถึงได้ทุกอย่าง 00:10:03.000 --> 00:10:07.000 คาร์ล จุงเรียกสิ่งนี้ไว้ว่า จิตใต้สำนึก 00:10:07.000 --> 00:10:11.000 โดยผ่านจิตใต้สำนึก ภายในความฝันของท่าน 00:10:11.000 --> 00:10:19.000 ซึ่งกุรอานเรียกว่า สถานะหลับใหลของเรา ความตายขั้นต่ำกว่า 00:10:19.000 --> 00:10:23.000 ความตายชั่วขณะ 00:10:23.000 --> 00:10:28.000 ในขณะหลับใหลนั้น เรามีความฝัน เราเห็นภาพจินตนาการ 00:10:28.000 --> 00:10:34.000 สำหรับหลายๆคนแล้ว เราเดินทางออกไปแม้แต่นอกร่างกายของเรา 00:10:34.000 --> 00:10:37.000 และเราก็ได้เห็นสิ่งอันแสนวิเศษ 00:10:37.000 --> 00:10:42.000 เราเดินทางไปไกลเกินขอบเขตของอวกาศที่เรารู้จัก 00:10:42.000 --> 00:10:46.000 และไกลเกินขอบเขตของเวลาที่เรารู้จัก 00:10:46.000 --> 00:10:56.000 แต่ทั้งหมดนี้ก็เพื่อให้เราได้สรรเสริญพระนามของ พระผู้ทรงสร้าง 00:10:56.000 --> 00:11:02.000 ผู้ที่มีพระนามเบื้องต้นว่า ผู้เมตตา ผู้ทรงเปี่ยมเมตตา NOTE Paragraph 00:11:02.000 --> 00:11:09.000 พระเจ้า บ็อค หรือพระนามใดก็ตาม ที่ท่านจะเรียกขานพระองค์ อัลเลาะห์ ราม โอม 00:11:09.000 --> 00:11:12.000 ไม่ว่าพระนามนั้นคืออะไรก็ตามที่ท่านตั้งให้ 00:11:12.000 --> 00:11:16.000 หรือเพื่ออ้างอิงถึงการดำรงอยู่ของวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ 00:11:16.000 --> 00:11:22.000 ล้วนแล้วเป็นแหล่งแห่งสิ่งมีชีวิตสูงสุด 00:11:22.000 --> 00:11:26.000 ความรักและปราณีและเมตตาอันสูงสุด 00:11:26.000 --> 00:11:29.000 และความรู้และปัญญาอันสูงสุด 00:11:29.000 --> 00:11:32.000 สิ่งที่ชาวฮินดูเรียกว่า 'สัตจิตานันทะ' 00:11:32.000 --> 00:11:35.000 ภาษาอาจต่างกัน 00:11:35.000 --> 00:11:39.000 แต่เป้าประสงค์กลับไม่ต่างกัน NOTE Paragraph 00:11:39.000 --> 00:11:41.000 ท่านรูมีมีเรื่องอีกเรื่องหนึ่ง 00:11:41.000 --> 00:11:44.000 เกี่ยวกับคนสามคน ชาวเติร์ก ชาวอาหรับ 00:11:44.000 --> 00:11:48.000 และคนที่สามซึ่งข้าพเจ้าลืมเสียแล้ว เอาเป็นว่าชาวมาเลย์ก็แล้วกัน 00:11:48.000 --> 00:11:51.000 คนหนึ่งร้องขอ 'อังกูร์' อีกคน สมมติว่าเป็นคนที่พูดไทยได้แล้วกัน 00:11:51.000 --> 00:11:56.000 ก็ร้องขอ 'อีเน็บ' และอีกคนก็ร้องขอ "องุ่น" 00:11:56.000 --> 00:11:59.000 แล้วทั้งสามก็ทะเลาะถกเถียงกันเพราะว่า 00:11:59.000 --> 00:12:03.000 ฉันจะเอาองุ่น ฉันจะเอาอีเน็บ ฉันจะเอาอังกูร์ 00:12:03.000 --> 00:12:06.000 โดยไม่รู้เลยว่าคำที่พวกเขากำลังใช้อยู่นั้น 00:12:06.000 --> 00:12:09.000 ต่างมีความหมายเดียวกันในภาษาที่ต่างกัน NOTE Paragraph 00:12:09.000 --> 00:12:15.000 มีความจริงสูงสุดได้เพียงหนึ่งเดียวเท่านั้นตามนิยาม 00:12:15.000 --> 00:12:18.000 สิ่งมีชีวิตสูงสุดเพียงหนึ่งเดียว ตามนิยาม 00:12:18.000 --> 00:12:21.000 เพราะคำว่าสูงสุด ตามความหมาย ย่อมมีหนึ่งเดียว 00:12:21.000 --> 00:12:24.000 เป็นสิ่งสูงสุด และเป็นเอกพจน์ 00:12:24.000 --> 00:12:27.000 มีสิ่งนี้อยู่ซึ่งเป็นจุดศูนย์รวมสูงสุดของสิ่งมีชีวิต 00:12:27.000 --> 00:12:30.000 จุดศูนย์รวมสูงสุดของจิตสำนึกรู้ 00:12:30.000 --> 00:12:40.000 จิตตระหนักรู้ เป็นแหล่งสูงสุดแห่งความเมตตาและความรัก 00:12:40.000 --> 00:12:44.000 ซึ่งเป็นสิ่งที่กำหนดคุณลักษณะเบื้องต้น ของพระผู้ศักดิ์สิทธิ์ NOTE Paragraph 00:12:44.000 --> 00:12:47.000 และสิ่งนั้นแหละที่ควรเป็น 00:12:47.000 --> 00:12:52.000 คุณลักษณะเบื้องต้นของความหมาย ของการได้เป็นมนุษย์ 00:12:52.000 --> 00:12:58.000 เพราะว่าสิ่งที่นิยามมนุษย์นั้น ในทางชีววิทยา 00:12:58.000 --> 00:13:01.000 ก็คือ กลไกทางสรีระของเรา 00:13:01.000 --> 00:13:09.000 แต่พระเจ้าทรงนิยามมนุษย์ด้วยจิตวิญญาณของเรา ด้วยธรรมชาติของเรา NOTE Paragraph 00:13:09.000 --> 00:13:13.000 และกุรอานกล่าวไว้ว่า พระองค์ตรัสกับบรรดาเทวดาและกล่าวว่า 00:13:13.000 --> 00:13:17.000 "เมื่อเราเสร็จสิ้นการปั้นอดัมขึ้นมาจากคลีดิน 00:13:17.000 --> 00:13:21.000 และได้ระบายวิญญาณของเราสู่ร่างของอาดัม 00:13:21.000 --> 00:13:25.000 แล้วจึงบันดาลให้เขากราบหมอบลง 00:13:25.000 --> 00:13:33.000 บรรดาเทวฑูตต่างกราบหมอบ มิใช่ต่อหน้าร่างของมนุษย์ 00:13:33.000 --> 00:13:36.000 แต่เป็นต่อหน้าวิญญาณมนุษย์ 00:13:36.000 --> 00:13:40.000 เพราะอะไรหรือ? ก็เพราะว่าวิญญาณ วิญญาณมนุษย์นั้น 00:13:40.000 --> 00:13:46.000 มีลมหายใจศักดิ์สิทธิ์สถิตอยู่ 00:13:46.000 --> 00:13:49.000 มีพระวิญญาณศักดิ์สิทธิ์สถิตอยู่ NOTE Paragraph 00:13:49.000 --> 00:13:54.000 เรื่องนี้ก็ถูกเล่าไว้ในคัมภีร์ไบเบิ้ลเช่นกัน 00:13:54.000 --> 00:14:00.000 ที่กล่าวว่า เราถูกสร้างขึ้นมาตามพระฉายาศักดิ์สิทธิ์ 00:14:00.000 --> 00:14:02.000 อะไรคือพระฉายาของพระเจ้า? 00:14:02.000 --> 00:14:06.000 พระฉายาของพระเจ้าคือสิ่งมีชีวิตสูงสุด 00:14:06.000 --> 00:14:09.000 จิตตระหนักรู้ และความรู้ และปัญญาอันสูงสุด 00:14:09.000 --> 00:14:12.000 และเป็นความเมตตาและความรักอันสูงสุด NOTE Paragraph 00:14:12.000 --> 00:14:16.000 และ ฉะนั้นแล้ว หากเราจะเป็นมนุษย์ 00:14:16.000 --> 00:14:20.000 ในเชิงคุณค่าอันสูงสุดของความหมาย ของการเป็นมนุษย์ 00:14:20.000 --> 00:14:23.000 ในเชิงคุณค่าอันน่าปลื้มปิติที่สุดของความหมายของการเป็นมนุษย์ 00:14:23.000 --> 00:14:29.000 เราเองก็จะต้องประพฤติตนเป็นข้ารับใช้ที่เหมาะสม 00:14:29.000 --> 00:14:33.000 ของลมหายใจของพระเจ้าที่สถิตอยู่ในเรา 00:14:33.000 --> 00:14:38.000 และพยายามที่จะประพฤติตนอย่างสมบูรณ์ ซึ่งคุณลักษณะของสิ่งมีชีวิต 00:14:38.000 --> 00:14:41.000 ของการมีชีวิตอยู่ การมีตัวตนอยู่ 00:14:41.000 --> 00:14:46.000 คุณลักษณะแห่งปัญญา แห่งความสำนึกรู้ แห่งความตระหนักรู้ 00:14:46.000 --> 00:14:51.000 และคุณลักษณะของการเป็นสิ่งมีชีวิตอันเปี่ยมเมตตาและรัก NOTE Paragraph 00:14:51.000 --> 00:14:57.000 นี่คือสิ่งที่ข้าพเจ้าเข้าใจ จากศาสนศรัทธาของข้าพเจ้า 00:14:57.000 --> 00:15:04.000 และจากศาสนศรัทธาอื่นที่ข้าพเจ้าได้ศึกษามา 00:15:04.000 --> 00:15:10.000 และนี่แหละคือหลักพื้นฐานที่เราทั้งหมดต้องยืนร่วมกัน 00:15:10.000 --> 00:15:13.000 และเมื่อเรายืนร่วมกันบนหลักพื้นฐานนี้แล้ว 00:15:13.000 --> 00:15:19.000 ข้าพเจ้าเชื่อว่าเราจะสามารถ สร้างโลกอันแสนวิเศษได้ NOTE Paragraph 00:15:19.000 --> 00:15:25.000 และข้าพเจ้าเชื่อโดยส่วนตัว ว่าเราใกล้ถึงจุดนั้นเต็มทีแล้ว 00:15:25.000 --> 00:15:29.000 และด้วยการดำรงอยู่และความช่วยเหลือจากผู้คนเช่นท่าน ณ ที่นี่ 00:15:29.000 --> 00:15:35.000 เราจะทำให้คำพยากรณ์ของท่านอิสยาห์ เป็นจริงขึ้นได้ 00:15:35.000 --> 00:15:39.000 ดังที่ท่านพยากรณ์ไว้ว่าจะมียุค 00:15:39.000 --> 00:15:46.000 ที่ผู้คนเปลี่ยนดาบเป็นคันไถ 00:15:46.000 --> 00:15:52.000 และจะไม่เรียนการศึกหรือทำสงครามต่อไปอีก NOTE Paragraph 00:15:52.000 --> 00:15:58.000 เราได้มาถึง ณ จุดนี้ของประวัติศาสตร์มนุษย์ ที่เราไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว 00:15:58.000 --> 00:16:07.000 เราต้อง เราต้องลดอัตตาของเราลง 00:16:07.000 --> 00:16:12.000 ควบคุมอัตตาของเรา ไม่ว่าจะเป็นอัตตาเชิงปัจเจก อัตตาส่วนตัว 00:16:12.000 --> 00:16:18.000 อัตตาครอบครัว อัตตาเชื้อชาติ 00:16:18.000 --> 00:16:23.000 และร่วมกัน เพื่อเป็นการสรรเสริญแก่พระหนึ่งเดียว NOTE Paragraph 00:16:23.000 --> 00:16:25.000 ขอบคุณ และขอพระเจ้าทรงคุ้มครองครับ 00:16:25.000 --> 00:16:26.000 (ปรบมือ)