1 00:00:00,000 --> 00:00:05,000 ข้าพเจ้ากำลังพูดถึงความเมตตาจากมุมมองของชาวมุสลิม 2 00:00:05,000 --> 00:00:08,000 และบางทีหลายคนก็คิดว่าความเชื่อของข้าพเจ้านั้น 3 00:00:08,000 --> 00:00:12,000 ไม่ถือว่าเป็นความเชื่อที่มีรากฐานบนความเมตตา 4 00:00:12,000 --> 00:00:14,000 แต่ในความเป็นจริงแล้วกลับตรงข้ามกัน 5 00:00:14,000 --> 00:00:20,000 คัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ของเรา อัลกุรอาน ประกอบด้วย 114 บท 6 00:00:20,000 --> 00:00:24,000 และแต่ละบทเริ่มต้นด้วยบทนำที่เราเรียกว่า บัสมาลาห์ 7 00:00:24,000 --> 00:00:30,000 ซึ่งเป็นบทกล่าวในนามของพระเจ้าผู้ทรงเมตตา ผู้ทรงปราณียิ่ง 8 00:00:30,000 --> 00:00:32,000 หรือ ตามที่เซอร์ ริชาร์ด เบอร์ตั้น 9 00:00:32,000 --> 00:00:35,000 ไม่ใช่ริชาร์ด เบอร์ตั้นคนที่แต่งงานกับ อลิซาเบ็ธ เทย์เลอร์นะครับ 10 00:00:35,000 --> 00:00:38,000 แต่เป็นเซอร์ ริชาร์ด เบอร์ตั้น คนที่มีชีวิตอยู่ 100 ปีก่อนหน้านั้น 11 00:00:38,000 --> 00:00:40,000 ซึ่งเป็นนักเดินทางไปทั่วโลก 12 00:00:40,000 --> 00:00:44,000 และเป็นผู้แปลวรรณกรรมไว้หลายชิ้น 13 00:00:44,000 --> 00:00:51,000 ได้แปลไว้ว่า "ในนามของพระเจ้า ผู้ทรงเมตตา ผู้เปี่ยมด้วยความเมตตา" 14 00:00:51,000 --> 00:00:58,000 และในหลักคำสอนจากกุรอาน ซึ่งสำหรับชาวมุสลิมแล้ว เป็นถ้อยคำที่พระเจ้ากล่าวกับมวลมนุษยชาติ 15 00:00:58,000 --> 00:01:01,000 พระเจ้าได้ตรัสกับท่านศาสนฑูตของพระองค์ ท่านมูฮัมหมัด 16 00:01:01,000 --> 00:01:04,000 ซึ่งเราเชื่อกันว่าเป็นท่านสุดท้าย ในบรรดาองค์ศาสนฑูต 17 00:01:04,000 --> 00:01:10,000 อันเริ่มต้นด้วยอดัม รวมถึงโนอาห์ รวมถึงโมเสส รวมถึงอับราฮัม 18 00:01:10,000 --> 00:01:14,000 รวมถึงพระเยซูคริสต์ และสิ้นสุดที่ท่านมูฮัมหมัด 19 00:01:14,000 --> 00:01:17,000 พระเจ้าตรัสว่า "เรามิได้ส่งเธอมาเพื่ออื่นใด โอ้ มูฮัมหมัด 20 00:01:17,000 --> 00:01:23,000 นอกจากเพื่อเป็นราฮาม เป็นความเมตตาแก่มวลประชาทั้งหลาย" 21 00:01:23,000 --> 00:01:27,000 สำหรับเราในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง และแน่นอนสำหรับเราชาวมุสลิม 22 00:01:27,000 --> 00:01:32,000 ผู้มีภารกิจและเป้าประสงค์ ในการดำเนินรอยตามองค์ศาสดา 23 00:01:32,000 --> 00:01:36,000 พึงกระทำตนเยี่ยงองค์ศาสดาให้ดีที่สุด 24 00:01:36,000 --> 00:01:38,000 ซึ่งองค์ศาสดาได้กล่าวไว้ครั้งหนึ่งว่า 25 00:01:38,000 --> 00:01:43,000 "จงประดับตัวท่านด้วยคุณลักษณะของพระเจ้า" 26 00:01:43,000 --> 00:01:49,000 และเพราะพระเจ้าเองได้ตรัสไว้ว่าคุณลักษณะ อันสำคัญที่สุดของพระองค์ก็คือ ความเมตตา 27 00:01:49,000 --> 00:01:54,000 กุรอ่านเองก็กล่าวไว้ว่า "พระเจ้าทรงมีบัญชาแก่พระองค์เองด้วยความเมตตา" 28 00:01:54,000 --> 00:01:58,000 หรือ "ทรงปกครองพระองค์เองด้วยความเมตตา" 29 00:01:58,000 --> 00:02:05,000 ฉะนั้น จุดประสงค์และภารกิจของเราคือการเป็นผู้ที่เปี่ยมไปด้วยความเมตตา 30 00:02:05,000 --> 00:02:09,000 สร้างความเมตตาให้เกิดขึ้นในใจ, แสดงความเมตตาต่อผู้อื่น 31 00:02:09,000 --> 00:02:13,000 พึงพูดกับผู้อื่นด้วยความเมตตา และปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยความเมตตา 32 00:02:13,000 --> 00:02:16,000 เหล่านี้ล้วนประเสริฐและดี 33 00:02:16,000 --> 00:02:19,000 แต่ความผิดพลาดเกิดขึ้นที่ตรงไหน 34 00:02:19,000 --> 00:02:24,000 และอะไรเป็นเหตุให้โลกขาดความเมตตา 35 00:02:24,000 --> 00:02:29,000 เพื่อตอบคำถามนี้ เราพึงพิจารณาถึงมรรคาแห่งจิตวิญญาณ 36 00:02:29,000 --> 00:02:36,000 ศาสนาทุกศาสนาล้วนมีสิ่งที่เราเรียกว่า วิถีแห่งโลกภายนอกและวิถีของโลกภายใน 37 00:02:36,000 --> 00:02:41,000 หรือวิถีทางวัตถุและวิถีแห่งจิตวิญญาณ 38 00:02:41,000 --> 00:02:49,000 วิถีแห่งจิตวิญญาณของมุสลิมนั้นรู้จักกันทั่วไปในชื่อของนิกายซูฟีย์ หรือตะเซาวุฟ ในภาษาอาหรับ 39 00:02:49,000 --> 00:02:52,000 บรรดาผู้รู้หรือปรมาจารย์เหล่านี้ 40 00:02:52,000 --> 00:02:56,000 ปรมาจารย์ทางจิตวิญญาณของซูฟีย์ 41 00:02:56,000 --> 00:03:00,000 ได้กล่าวถึงคำสอนและตัวอย่างของท่านองค์ศาสดา 42 00:03:00,000 --> 00:03:04,000 ซึ่งจะช่วยชี้แนะเราว่าสิ่งใดกันคือบ่อเกิดของปัญหา 43 00:03:04,000 --> 00:03:08,000 ในการศึกหนึ่งซึ่งองค์ศาสดาได้ร่วมรบ 44 00:03:08,000 --> 00:03:13,000 ท่านกล่าวต่อสานุศิษย์ว่า "เรากลับจากสงครามเล็กน้อยนี้" 45 00:03:13,000 --> 00:03:17,000 ไปสู่สงครามอันยิ่งใหญ่ สู่การศึกอันยิ่ง" 46 00:03:17,000 --> 00:03:22,000 สานุศิษย์กล่าวว่า "องค์ฑูตแห่งสวรรค์ เราหน่ายการศึกแล้ว 47 00:03:22,000 --> 00:03:25,000 จะเอากำลังแต่ไหน สู้ศึกอันยิ่ง?" 48 00:03:25,000 --> 00:03:33,000 องค์ศาสดาตอบว่า "การศึกนั้นหรือคือการศึกกับตน การศึกต่ออัตตา" 49 00:03:33,000 --> 00:03:42,000 ต้นเหตุของปัญหาของมนุษย์ ล้วนเกี่ยวกับการยึดอัตตาเป็นใหญ่ หรือ 'ตัวข้าฯ' 50 00:03:42,000 --> 00:03:48,000 ปรมาจารย์ซูฟีย์ผู้โด่งดัง ท่านรูมี ผู้ที่ท่านส่วนใหญ่รู้จักเป็นอย่างดี 51 00:03:48,000 --> 00:03:54,000 มีเรื่องเล่าว่าด้วยชายผู้หนึ่ง ซึ่งเดินทางไปยังบ้านของสหาย 52 00:03:54,000 --> 00:03:57,000 เขาเคาะประตูบ้าน 53 00:03:57,000 --> 00:04:00,000 เสียงตอบกลับมาว่า "นั่นใคร?" 54 00:04:00,000 --> 00:04:05,000 "ฉันเอง" หรือพูดอีกอย่างก็คือ 55 00:04:05,000 --> 00:04:07,000 "ข้าฯ" เอง 56 00:04:07,000 --> 00:04:10,000 เสียงนั้นว่า "ไปให้พ้น" 57 00:04:10,000 --> 00:04:18,000 หลังจากฝึกฝน บำเพ็ญตน แสวงหา และเพียรพยายามอยู่หลายปี 58 00:04:18,000 --> 00:04:20,000 เขาก็กลับมา 59 00:04:20,000 --> 00:04:24,000 และด้วยความถ่อมตนกว่าแต่ก่อนนัก เขาเคาะประตูอีกครั้ง 60 00:04:24,000 --> 00:04:27,000 เสียงนั้นถามว่า "นั่นใคร" 61 00:04:27,000 --> 00:04:31,000 เขาตอบว่า "ก็ท่านไง โอ้ สหายรักของข้า" 62 00:04:31,000 --> 00:04:35,000 แล้วประตูก็เปิดออก และเสียงนั้นกล่าวว่า 63 00:04:35,000 --> 00:04:42,000 "เข้ามาเถิด เพราะว่าในนี้ไม่มีที่พอสำหรับ 'ข้าฯ' ทั้งสอง" 64 00:04:42,000 --> 00:04:46,000 ข้าฯ หรืออัตตาทั้งสองนะครับ 65 00:04:46,000 --> 00:04:55,000 เรื่องที่ท่านรูมีเล่าไว้ เป็นการอุปมาถึงการเดินทาง ทางจิตวิญญาณนั่นเอง 66 00:04:55,000 --> 00:05:01,000 ขณะใดที่พระเจ้าปรากฏ จะไม่เหลือเนื้อที่ให้อัตตาได้อาศัย 67 00:05:01,000 --> 00:05:06,000 อัตตวาทุปาทานจึงสลาย หลอมรวมเข้ากับสรรพสิ่ง 68 00:05:06,000 --> 00:05:10,000 ในหลักคำสอน ซึ่งชาวมุสลิมเรียกว่า ฮะดีษกุดซีย์ นั้น 69 00:05:10,000 --> 00:05:16,000 พระเจ้าตรัสว่า "สาวกของเรา" หรือ "สรรพชีวิต สรรพมนุษย์" 70 00:05:16,000 --> 00:05:22,000 ไม่พึงติดตามเราได้ ด้วยการปฏิบัติอันนอกเหนือไปจาก 71 00:05:22,000 --> 00:05:25,000 ที่เราได้พร่ำสอน" 72 00:05:25,000 --> 00:05:29,000 และท่านผู้ฟังที่เป็นนายจ้างคงเข้าใจดีว่าหมายถึงอะไร 73 00:05:29,000 --> 00:05:33,000 ท่านย่อมอยากให้ลูกจ้างของท่าน ทำในสิ่งที่ท่านสั่งไว้ 74 00:05:33,000 --> 00:05:35,000 เมื่อทำได้แล้ว จึงค่อยทำสิ่งอื่นนอกจากนั้น 75 00:05:35,000 --> 00:05:38,000 แต่อย่าเพิกเฉยในสิ่งที่ท่านได้สั่งไว้ 76 00:05:38,000 --> 00:05:44,000 และพระเจ้าตรัสว่า "สาวกของเราจะยิ่งใกล้เรามากขึ้นอีก 77 00:05:44,000 --> 00:05:47,000 ด้วยการปฏิบัติให้มากขึ้นในสิ่งที่เราสอน" 78 00:05:47,000 --> 00:05:49,000 เป็นคะแนนพิเศษ ก็น่าจะเรียกได้ 79 00:05:49,000 --> 00:05:53,000 "จนกว่าเราจะรักเขาหรือเธอ 80 00:05:53,000 --> 00:05:56,000 และเมื่อเรารักสาวกของเราแล้ว" พระเจ้าตรัส 81 00:05:56,000 --> 00:06:02,000 เราจะกลายเป็นดวงตาที่เขาหรือเธอใช้ดู 82 00:06:02,000 --> 00:06:08,000 เป็นหูที่เขาหรือเธอใช้ฟัง 83 00:06:08,000 --> 00:06:13,000 เป็นมือที่เขาหรือเธอใช้ยึดจับ 84 00:06:13,000 --> 00:06:17,000 และเป็นเท้าที่เขาหรือเธอใช้เดิน 85 00:06:17,000 --> 00:06:22,000 และเป็นหัวใจที่เขาหรือเธอใช้เข้าใจสรรพสิ่ง 86 00:06:22,000 --> 00:06:27,000 การหลอมรวมตัวตนเข้ากับความจริงสูงสุดนี้ 87 00:06:27,000 --> 00:06:35,000 เป็นบทศึกษาและจุดมุ่งหมายของการเดินทางทางจิตวิญญาณของศาสนศรัทธาทั้งมวล 88 00:06:35,000 --> 00:06:41,000 ชาวมุสลิมนับถือพระเยซูว่า เป็นปรมาจารย์แห่งซูฟีย์ 89 00:06:41,000 --> 00:06:48,000 เป็นองค์ศาสดาและผู้นำสาส์น ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ผู้เน้นย้ำวิถีแห่งจิตวิญญาณ 90 00:06:48,000 --> 00:06:52,000 พระเยซูกล่าวว่า "เราคือพระจิต เราคือวิถีทาง" 91 00:06:52,000 --> 00:06:57,000 องค์ศาสดามูฮัมหมัดกล่าวว่า "ผู้ใดเห็นเรา ก็เท่ากับเห็นพระเจ้า" 92 00:06:57,000 --> 00:07:02,000 ที่กล่าวเช่นนั้นได้ เพราะองค์ศาสดาคือสื่อของพระเจ้า 93 00:07:02,000 --> 00:07:04,000 เป็นพระจิตของพระเจ้า 94 00:07:04,000 --> 00:07:08,000 ดังนั้นแล้ว พระประสงค์ของพระเจ้าจึงสำแดงผ่านพวกท่านได้ 95 00:07:08,000 --> 00:07:12,000 และมิได้กระทำการจากตัวตนหรืออัตตาของพวกท่านเอง 96 00:07:12,000 --> 00:07:19,000 ความเมตตาบนโลกนั้นได้ถูกประทานมาให้แล้ว มันอยู่ในตัวเรานี่เอง 97 00:07:19,000 --> 00:07:24,000 สิ่งที่เราต้องทำมีเพียงแค่ขจัดอัตตาไปให้พ้นจากวิถีทางของเรา 98 00:07:24,000 --> 00:07:27,000 ขจัดการเอาอัตตาเป็นใหญ่ไปให้พ้นจากวิถีทางของเรา 99 00:07:27,000 --> 00:07:35,000 ข้าพเจ้าแน่ใจว่า ทุกท่านในที่นี้น่าจะ หรือส่วนใหญ่ของท่านผู้ฟังต้อง 100 00:07:35,000 --> 00:07:39,000 เคยประสบสิ่งที่ท่านอาจเรียกว่า ประสบการณ์ทางจิตวิญญาณ 101 00:07:39,000 --> 00:07:46,000 ซึ่งเป็นห้วงเวลาหนึ่งในชีวิตของท่าน อาจนานเพียงไม่กี่วินาทีหรือนาที 102 00:07:46,000 --> 00:07:52,000 ที่พรมแดนของอัตตาของท่านได้สลายหายไป 103 00:07:52,000 --> 00:07:59,000 และ ณ นาทีนั้นเอง ท่านก็รู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกันกับจักรวาล 104 00:07:59,000 --> 00:08:05,000 เป็นหนึ่งเดียวกันกับเหยือกน้ำอันนั้น เป็นหนึ่งเดียวกันกับมนุษยชาติ 105 00:08:05,000 --> 00:08:09,000 เป็นหนึ่งเดียวกันกับพระผู้สร้าง 106 00:08:09,000 --> 00:08:14,000 และท่านรู้สึกได้ในการดำรงอยู่ของอำนาจนั้น ถึงความน่าเกรงขาม 107 00:08:14,000 --> 00:08:18,000 ถึงความรักอันลึกล้ำที่สุด ความเมตตาและปราณีอันลึกล้ำที่สุด 108 00:08:18,000 --> 00:08:22,000 เท่าที่ท่านได้เคยประสบมาในชีวิต 109 00:08:22,000 --> 00:08:28,000 นั่นแหละคือช่วงเวลาที่พระเจ้าทรงประทาน เป็นของขวัญแก่เรา 110 00:08:28,000 --> 00:08:32,000 ของขวัญที่ ณ ห้วงเวลาหนึ่ง พระองค์ทรงยกพรมแดนนั้น 111 00:08:32,000 --> 00:08:38,000 ที่ทำให้เราเอาแต่ยืนกรานว่า ฉัน ฉัน ฉัน ข้า ข้า ข้า 112 00:08:38,000 --> 00:08:42,000 และเปลี่ยนไป เป็นเช่นเดียวกับชายในเรื่องของท่านรูมี 113 00:08:42,000 --> 00:08:48,000 เราก็พูดว่า "อ้อ นี่คือท่านทั้งหมดเลย" 114 00:08:48,000 --> 00:08:50,000 นี่คือท่านทั้งหมด และนี่คือเราทั้งหมด 115 00:08:50,000 --> 00:08:56,000 และเรา และข้าพเจ้า และพวกเรา ต่างเป็นส่วนหนึ่งของท่าน 116 00:08:56,000 --> 00:09:02,000 ผู้สร้างทั้งมวล จุดประสงค์ทั้งมวล จุดกำเนิดแห่งการมีอยู่ของเรา 117 00:09:02,000 --> 00:09:04,000 และจุดสิ้นสุดของการเดินทางของเรา 118 00:09:04,000 --> 00:09:09,000 และท่านยังเป็นสหายรักของเรา 119 00:09:09,000 --> 00:09:15,000 ท่านเป็นเพียงผู้เดียวที่เราควรมุ่งตาม เพื่อจุดประสงค์ของท่านที่เราจะมีชีวิตอยู่ 120 00:09:15,000 --> 00:09:19,000 และเพื่อจุดประสงค์ของท่าน ที่เราจะตาย 121 00:09:19,000 --> 00:09:23,000 และเพื่อจุดประสงค์ของท่าน ที่เราจะได้รับการชุบชีวิตอีกครั้ง 122 00:09:23,000 --> 00:09:30,000 เพื่ออธิบายต่อพระเจ้า ว่าเราได้ใช้ชีวิตอย่างมีเมตตามากน้อยปานใด 123 00:09:30,000 --> 00:09:34,000 สาส์นของเราในวันนี้ และจุดประสงค์ของเราในวันนี้ 124 00:09:34,000 --> 00:09:37,000 และท่านทั้งหลายที่อยู่ที่นี่ในวันนี้ 125 00:09:37,000 --> 00:09:42,000 และจุดประสงค์ของบัญญัติแห่งความเมตตาอันนี้ ก็คือเพื่อเตือนให้รำลึก 126 00:09:42,000 --> 00:09:50,000 ดังที่กุรอานตักเตือนเราอยู่เสมอให้จดจำ และคอยเตือนกันและกันให้รำลึก 127 00:09:50,000 --> 00:09:58,000 เพราะว่าความรู้แห่งสัจจะนั้น ล้วนดำรงอยู่ในมนุษย์ทุกคน 128 00:09:58,000 --> 00:10:01,000 เรารู้ทุกอย่าง 129 00:10:01,000 --> 00:10:03,000 เราเข้าถึงได้ทุกอย่าง 130 00:10:03,000 --> 00:10:07,000 คาร์ล จุงเรียกสิ่งนี้ไว้ว่า จิตใต้สำนึก 131 00:10:07,000 --> 00:10:11,000 โดยผ่านจิตใต้สำนึก ภายในความฝันของท่าน 132 00:10:11,000 --> 00:10:19,000 ซึ่งกุรอานเรียกว่า สถานะหลับใหลของเรา ความตายขั้นต่ำกว่า 133 00:10:19,000 --> 00:10:23,000 ความตายชั่วขณะ 134 00:10:23,000 --> 00:10:28,000 ในขณะหลับใหลนั้น เรามีความฝัน เราเห็นภาพจินตนาการ 135 00:10:28,000 --> 00:10:34,000 สำหรับหลายๆคนแล้ว เราเดินทางออกไปแม้แต่นอกร่างกายของเรา 136 00:10:34,000 --> 00:10:37,000 และเราก็ได้เห็นสิ่งอันแสนวิเศษ 137 00:10:37,000 --> 00:10:42,000 เราเดินทางไปไกลเกินขอบเขตของอวกาศที่เรารู้จัก 138 00:10:42,000 --> 00:10:46,000 และไกลเกินขอบเขตของเวลาที่เรารู้จัก 139 00:10:46,000 --> 00:10:56,000 แต่ทั้งหมดนี้ก็เพื่อให้เราได้สรรเสริญพระนามของ พระผู้ทรงสร้าง 140 00:10:56,000 --> 00:11:02,000 ผู้ที่มีพระนามเบื้องต้นว่า ผู้เมตตา ผู้ทรงเปี่ยมเมตตา 141 00:11:02,000 --> 00:11:09,000 พระเจ้า บ็อค หรือพระนามใดก็ตาม ที่ท่านจะเรียกขานพระองค์ อัลเลาะห์ ราม โอม 142 00:11:09,000 --> 00:11:12,000 ไม่ว่าพระนามนั้นคืออะไรก็ตามที่ท่านตั้งให้ 143 00:11:12,000 --> 00:11:16,000 หรือเพื่ออ้างอิงถึงการดำรงอยู่ของวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ 144 00:11:16,000 --> 00:11:22,000 ล้วนแล้วเป็นแหล่งแห่งสิ่งมีชีวิตสูงสุด 145 00:11:22,000 --> 00:11:26,000 ความรักและปราณีและเมตตาอันสูงสุด 146 00:11:26,000 --> 00:11:29,000 และความรู้และปัญญาอันสูงสุด 147 00:11:29,000 --> 00:11:32,000 สิ่งที่ชาวฮินดูเรียกว่า 'สัตจิตานันทะ' 148 00:11:32,000 --> 00:11:35,000 ภาษาอาจต่างกัน 149 00:11:35,000 --> 00:11:39,000 แต่เป้าประสงค์กลับไม่ต่างกัน 150 00:11:39,000 --> 00:11:41,000 ท่านรูมีมีเรื่องอีกเรื่องหนึ่ง 151 00:11:41,000 --> 00:11:44,000 เกี่ยวกับคนสามคน ชาวเติร์ก ชาวอาหรับ 152 00:11:44,000 --> 00:11:48,000 และคนที่สามซึ่งข้าพเจ้าลืมเสียแล้ว เอาเป็นว่าชาวมาเลย์ก็แล้วกัน 153 00:11:48,000 --> 00:11:51,000 คนหนึ่งร้องขอ 'อังกูร์' อีกคน สมมติว่าเป็นคนที่พูดไทยได้แล้วกัน 154 00:11:51,000 --> 00:11:56,000 ก็ร้องขอ 'อีเน็บ' และอีกคนก็ร้องขอ "องุ่น" 155 00:11:56,000 --> 00:11:59,000 แล้วทั้งสามก็ทะเลาะถกเถียงกันเพราะว่า 156 00:11:59,000 --> 00:12:03,000 ฉันจะเอาองุ่น ฉันจะเอาอีเน็บ ฉันจะเอาอังกูร์ 157 00:12:03,000 --> 00:12:06,000 โดยไม่รู้เลยว่าคำที่พวกเขากำลังใช้อยู่นั้น 158 00:12:06,000 --> 00:12:09,000 ต่างมีความหมายเดียวกันในภาษาที่ต่างกัน 159 00:12:09,000 --> 00:12:15,000 มีความจริงสูงสุดได้เพียงหนึ่งเดียวเท่านั้นตามนิยาม 160 00:12:15,000 --> 00:12:18,000 สิ่งมีชีวิตสูงสุดเพียงหนึ่งเดียว ตามนิยาม 161 00:12:18,000 --> 00:12:21,000 เพราะคำว่าสูงสุด ตามความหมาย ย่อมมีหนึ่งเดียว 162 00:12:21,000 --> 00:12:24,000 เป็นสิ่งสูงสุด และเป็นเอกพจน์ 163 00:12:24,000 --> 00:12:27,000 มีสิ่งนี้อยู่ซึ่งเป็นจุดศูนย์รวมสูงสุดของสิ่งมีชีวิต 164 00:12:27,000 --> 00:12:30,000 จุดศูนย์รวมสูงสุดของจิตสำนึกรู้ 165 00:12:30,000 --> 00:12:40,000 จิตตระหนักรู้ เป็นแหล่งสูงสุดแห่งความเมตตาและความรัก 166 00:12:40,000 --> 00:12:44,000 ซึ่งเป็นสิ่งที่กำหนดคุณลักษณะเบื้องต้น ของพระผู้ศักดิ์สิทธิ์ 167 00:12:44,000 --> 00:12:47,000 และสิ่งนั้นแหละที่ควรเป็น 168 00:12:47,000 --> 00:12:52,000 คุณลักษณะเบื้องต้นของความหมาย ของการได้เป็นมนุษย์ 169 00:12:52,000 --> 00:12:58,000 เพราะว่าสิ่งที่นิยามมนุษย์นั้น ในทางชีววิทยา 170 00:12:58,000 --> 00:13:01,000 ก็คือ กลไกทางสรีระของเรา 171 00:13:01,000 --> 00:13:09,000 แต่พระเจ้าทรงนิยามมนุษย์ด้วยจิตวิญญาณของเรา ด้วยธรรมชาติของเรา 172 00:13:09,000 --> 00:13:13,000 และกุรอานกล่าวไว้ว่า พระองค์ตรัสกับบรรดาเทวดาและกล่าวว่า 173 00:13:13,000 --> 00:13:17,000 "เมื่อเราเสร็จสิ้นการปั้นอดัมขึ้นมาจากคลีดิน 174 00:13:17,000 --> 00:13:21,000 และได้ระบายวิญญาณของเราสู่ร่างของอาดัม 175 00:13:21,000 --> 00:13:25,000 แล้วจึงบันดาลให้เขากราบหมอบลง 176 00:13:25,000 --> 00:13:33,000 บรรดาเทวฑูตต่างกราบหมอบ มิใช่ต่อหน้าร่างของมนุษย์ 177 00:13:33,000 --> 00:13:36,000 แต่เป็นต่อหน้าวิญญาณมนุษย์ 178 00:13:36,000 --> 00:13:40,000 เพราะอะไรหรือ? ก็เพราะว่าวิญญาณ วิญญาณมนุษย์นั้น 179 00:13:40,000 --> 00:13:46,000 มีลมหายใจศักดิ์สิทธิ์สถิตอยู่ 180 00:13:46,000 --> 00:13:49,000 มีพระวิญญาณศักดิ์สิทธิ์สถิตอยู่ 181 00:13:49,000 --> 00:13:54,000 เรื่องนี้ก็ถูกเล่าไว้ในคัมภีร์ไบเบิ้ลเช่นกัน 182 00:13:54,000 --> 00:14:00,000 ที่กล่าวว่า เราถูกสร้างขึ้นมาตามพระฉายาศักดิ์สิทธิ์ 183 00:14:00,000 --> 00:14:02,000 อะไรคือพระฉายาของพระเจ้า? 184 00:14:02,000 --> 00:14:06,000 พระฉายาของพระเจ้าคือสิ่งมีชีวิตสูงสุด 185 00:14:06,000 --> 00:14:09,000 จิตตระหนักรู้ และความรู้ และปัญญาอันสูงสุด 186 00:14:09,000 --> 00:14:12,000 และเป็นความเมตตาและความรักอันสูงสุด 187 00:14:12,000 --> 00:14:16,000 และ ฉะนั้นแล้ว หากเราจะเป็นมนุษย์ 188 00:14:16,000 --> 00:14:20,000 ในเชิงคุณค่าอันสูงสุดของความหมาย ของการเป็นมนุษย์ 189 00:14:20,000 --> 00:14:23,000 ในเชิงคุณค่าอันน่าปลื้มปิติที่สุดของความหมายของการเป็นมนุษย์ 190 00:14:23,000 --> 00:14:29,000 เราเองก็จะต้องประพฤติตนเป็นข้ารับใช้ที่เหมาะสม 191 00:14:29,000 --> 00:14:33,000 ของลมหายใจของพระเจ้าที่สถิตอยู่ในเรา 192 00:14:33,000 --> 00:14:38,000 และพยายามที่จะประพฤติตนอย่างสมบูรณ์ ซึ่งคุณลักษณะของสิ่งมีชีวิต 193 00:14:38,000 --> 00:14:41,000 ของการมีชีวิตอยู่ การมีตัวตนอยู่ 194 00:14:41,000 --> 00:14:46,000 คุณลักษณะแห่งปัญญา แห่งความสำนึกรู้ แห่งความตระหนักรู้ 195 00:14:46,000 --> 00:14:51,000 และคุณลักษณะของการเป็นสิ่งมีชีวิตอันเปี่ยมเมตตาและรัก 196 00:14:51,000 --> 00:14:57,000 นี่คือสิ่งที่ข้าพเจ้าเข้าใจ จากศาสนศรัทธาของข้าพเจ้า 197 00:14:57,000 --> 00:15:04,000 และจากศาสนศรัทธาอื่นที่ข้าพเจ้าได้ศึกษามา 198 00:15:04,000 --> 00:15:10,000 และนี่แหละคือหลักพื้นฐานที่เราทั้งหมดต้องยืนร่วมกัน 199 00:15:10,000 --> 00:15:13,000 และเมื่อเรายืนร่วมกันบนหลักพื้นฐานนี้แล้ว 200 00:15:13,000 --> 00:15:19,000 ข้าพเจ้าเชื่อว่าเราจะสามารถ สร้างโลกอันแสนวิเศษได้ 201 00:15:19,000 --> 00:15:25,000 และข้าพเจ้าเชื่อโดยส่วนตัว ว่าเราใกล้ถึงจุดนั้นเต็มทีแล้ว 202 00:15:25,000 --> 00:15:29,000 และด้วยการดำรงอยู่และความช่วยเหลือจากผู้คนเช่นท่าน ณ ที่นี่ 203 00:15:29,000 --> 00:15:35,000 เราจะทำให้คำพยากรณ์ของท่านอิสยาห์ เป็นจริงขึ้นได้ 204 00:15:35,000 --> 00:15:39,000 ดังที่ท่านพยากรณ์ไว้ว่าจะมียุค 205 00:15:39,000 --> 00:15:46,000 ที่ผู้คนเปลี่ยนดาบเป็นคันไถ 206 00:15:46,000 --> 00:15:52,000 และจะไม่เรียนการศึกหรือทำสงครามต่อไปอีก 207 00:15:52,000 --> 00:15:58,000 เราได้มาถึง ณ จุดนี้ของประวัติศาสตร์มนุษย์ ที่เราไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว 208 00:15:58,000 --> 00:16:07,000 เราต้อง เราต้องลดอัตตาของเราลง 209 00:16:07,000 --> 00:16:12,000 ควบคุมอัตตาของเรา ไม่ว่าจะเป็นอัตตาเชิงปัจเจก อัตตาส่วนตัว 210 00:16:12,000 --> 00:16:18,000 อัตตาครอบครัว อัตตาเชื้อชาติ 211 00:16:18,000 --> 00:16:23,000 และร่วมกัน เพื่อเป็นการสรรเสริญแก่พระหนึ่งเดียว 212 00:16:23,000 --> 00:16:25,000 ขอบคุณ และขอพระเจ้าทรงคุ้มครองครับ 213 00:16:25,000 --> 00:16:26,000 (ปรบมือ)