YouTube

Got a YouTube account?

New: enable viewer-created translations and captions on your YouTube channel!

Thai subtitles

← การเป็นพ่อแม่เด็ก ๆ ในเขตสงครามนั้นเป็นเช่นไร

Get Embed Code
32 Languages

Showing Revision 38 created 12/29/2017 by Unnawut Leepaisalsuwanna.

  1. ผู้คนทั่วโลกกว่า 1.5 พันล้านคน
    ประสบกับความขัดแย้งด้วยอาวุธ
  2. ด้วยเหตุนี้
    ผู้คนจึงถูกบีบให้ลี้ภัยจากประเทศตัวเอง
  3. ทำให้เกิดผู้อพยพมากกว่า 15 ล้านคน
  4. ส่วนเด็ก ๆ แน่นอนว่า
  5. เป็นผู้บริสุทธิ์และเหยื่ออันแสนเปราะบาง
  6. แต่มิใช่แค่เพียง
    ภัยคุกคามทางกายภาพที่เด่นชัดเท่านั้น
  7. บ่อยครั้งที่ภัยเงียบจากสงคราม
    ส่งผลต่อครอบครัวเด็ก ๆ
  8. การผ่านประสบการณ์สงคราม
    ทำให้เด็ก ๆ ตกอยู่ในความเสี่ยงสูง
  9. ที่จะมีปัญหาพัฒนาการทางอารมณ์
    และพฤติกรรม
  10. ซึ่งเราทำได้เพียงนึกภาพ ว่าเด็กเหล่านี้
  11. คงจะรู้สึกอกสั่นขวัญแขวน ถูกคุกคาม
    และตกอยู่ในความเสี่ยง
  12. แต่ก็ยังมีข่าวดีอยู่บ้าง
  13. คุณภาพของความเอาใจใส่ที่เด็ก ๆ ได้รับ
    จากครอบครัวของพวกเขา
  14. จะส่งผลต่อสุขภาวะของเด็ก ๆ
    อย่างมีนัยยะสำคัญ
  15. มากยิ่งกว่าประสบการณ์จริงจากสงคราม
    ที่เด็ก ๆ ต้องพบเจอเสียอีก
  16. ดังนั้น เราจึงสามารถปกป้องเด็ก ๆ ได้
  17. ด้วยอุ่นไอรัก ด้วยการอุ้มชูที่ให้ที่พึ่งทางใจ
    ทั้งในระหว่างและภายหลังภัยขัดแย้ง
  18. เมื่อ ปี ค.ศ. 2011
    ฉันเป็นนักศึกษาปริญญาเอกปีแรก

  19. ในสถาบันวิทยาศาสตร์จิตวิทยา
    แห่งมหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์
  20. เช่นเดียวกับทุกท่าน ณ ที่แห่งนี้
  21. ฉันได้ดูข่าววิกฤตการณ์ในซีเรีย
    ที่ปรากฏต่อหน้าจากโทรทัศน์
  22. ครอบครัวฉันเองก็มีถิ่นฐานมาจากซีเรีย
  23. และในช่วงแรก ๆ นั้น
  24. ฉันต้องสูญเสียสมาชิกครอบครัวหลายคน
    ไปอย่างน่าใจหาย
  25. ทั้งฉันและครอบครัวต่างมานั่งดูทีวีร่วมกัน
  26. เราทุกคนต่างเคยเห็นภาพต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น
  27. ระเบิดทำลายล้างตึกรามบ้านช่อง
  28. ความโกลาหล ความเสียหาย
  29. ผู้คนต่างกรีดร้องและวิ่งหนี
  30. ภาพที่ผู้คนร้องโหยหวนและวิ่งหนีนั้น
    เป็นสิ่งที่ทำให้ฉันปวดใจที่สุดเสมอ
  31. โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
    ภาพเด็ก ๆ ที่แลดูหวาดผวา
  32. ตัวฉันก็เป็นคุณแม่ลูกสองที่มีความอยากรู้
    อยากเห็นตามประสาเด็กทั่วไป
  33. ในเวลานั้นเขาทั้งสองมีอายุ 5 และ 6 ขวบ
  34. เป็นช่วงอายุที่เด็ก ๆ มักจะชอบถามคำถามมากมาย
  35. และหวังจะได้รับคำตอบที่แท้จริงและน่าเชื่อถือ
  36. ฉันจึงเริ่มสงสัยว่า จะเป็นอย่างไรนะ
  37. หากฉันต้องดูแลลูกในเขตสงคราม
    และค่ายผู้ลี้ภัย
  38. ลูก ๆ ของฉันจะเปลี่ยนไปไหม
  39. นัยน์ตาอันสดใสและมีความสุขของลูกสาวฉัน
    จะจางหายไปไหม
  40. ลักษณะนิสัยสบาย ๆ และไร้กังวลของลูกชาย
    จะกลายเป็นหวาดกลัวและเก็บตัวไหม
  41. ฉันจะรับมือได้อย่างไร
  42. แล้วตัวฉันจะเปลี่ยนไปไหม
  43. ในฐานะที่ฉันเป็นนักจิตวิทยา
    และผู้สอนการเลี้ยงดูบุตร

  44. เรารู้ว่าการฝึกให้ผู้ปกครอง
    มีทักษะการเลี้ยงดูบุตรที่ดี
  45. สามารถส่งผลต่อสุขภาวะของเด็ก ๆ
    อย่างมากมายเหลือคณานับ
  46. เราเรียกสิ่งนี้ว่าการฝึกฝนการเลี้ยงดู
  47. คำถามที่ฉันเคยคิดถึงก็คือ
  48. โปรแกรมการฝึกฝนการเลี้ยงดู
    จะเป็นประโยชน์ต่อครอบครัว
  49. ในขณะที่พวกเขายังอยู่ในเขตสงคราม
    หรือค่ายผู้ลี้ภัยได้หรือไม่
  50. เราจะสามารถนำคำแนะนำและการฝึก
    ให้เข้าไปถึงพวกเขาได้หรือไม่
  51. อันจะสามารถช่วยให้ผ่านความยากลำบากนี้ไปได้
  52. ฉันจึงเข้าพบอาจารย์ที่ปรึกษาในระดับปริญญาเอก
  53. ศาสตราจารย์เรเชล คาแลม
  54. ด้วยแนวคิดที่จะใช้ความรู้ทางวิชาการ
    เพื่อเปลี่ยนแปลงโลกแห่งความเป็นจริง
  55. ในตอนนั้นฉันเองก็ยังไม่แน่ใจนัก
    ว่าต้องการทำอะไร
  56. เธอฟังฉันอย่างตั้งใจและใจเย็น
  57. แล้วฉันก็ดีใจ เมื่อเธอพูดว่า
  58. "หากนั่นคือสิ่งที่คุณอยากทำ
    และถ้ามันมีความหมายมากสำหรับคุณ
  59. เช่นนั้นก็ลงมือทำมันเลยสิ
  60. มาหาคำตอบกันว่าโปรแกรมฝึกการเลี้ยงดู
  61. จะเป็นประโยชน์แก่ครอบครัว
    ในสถานการณ์เช่นนี้ไหม"
  62. ฉะนั้น จากห้าปีที่ผ่านมา
    ทั้งตัวฉันและเพื่อนร่วมงาน

  63. อย่างศาสตราจารย์คาแลม
    และดร.คิม คาร์ทไรท์
  64. ได้ร่วมกันทำงาน
    เพื่อช่วยเหลือครอบครัวเหล่านี้
  65. ที่ต้องมาพานพบกับสงคราม
    และการพลัดพรากถิ่นฐาน
  66. ฉะนั้น การที่จะรู้ว่าเราจะช่วยเหลือครอบครัว
    ที่ต้องเผชิญกับภัยขัดแย้งได้อย่างไร
  67. จะประคับประคองเด็ก ๆ อย่างไร
  68. ขั้นแรกคือการถามพวกเขาตรง ๆ
    ว่ากำลังมีปัญหาเรื่องอะไร
  69. ใช่ไหมล่ะคะ
  70. เข้าใจว่ามันอาจจะดูตรงไปหน่อย
  71. แต่บ่อยครั้งที่คนที่เปราะบางมากที่สุด
  72. ก็คือกลุ่มคนที่เราพยายามจะช่วยเหลือ
  73. แต่เรากลับไม่ถามอย่างจริงจัง
  74. กี่ครั้งแล้ว ที่เราทึกทักกันไปเอง
    ว่าเรารู้เรื่องจริง
  75. แล้วเข้าไปช่วยเหลือพวกเขา
    โดยเราไม่ปริปากถามก่อน
  76. ฉะนั้น ฉันจึงเดินทางไปค่ายผู้ลี้ภัย
    ทั้งในซีเรียและตุรกี

  77. ฉันนั่งลงและรับฟังปัญหาของพวกเขา
  78. ฉันรับฟังอุปสรรคในการเลี้ยงดู
  79. รับฟังความยากลำบากในการเลี้ยงดู
  80. และรับฟังคำร้องขอความช่วยเหลือ
  81. และบางที ทุกอย่างก็ต้องชะงัก
  82. เพราะฉันทำได้เพียงแค่กุมมือพวกเขาไว้
  83. ร่วมร้องไห้อย่างเงียบ ๆ
    และสวดภาวนาไปพร้อมกัน
  84. พวกเขาเล่าถึงความยากลำบากให้ฉันฟัง
  85. พวกเขาเล่าถึงเงื่อนไขยุ่งยากในค่ายผู้ลี้ภัย
  86. ที่ทำให้ไม่สามารถจดจ่อกับอะไรได้สักอย่าง
    เว้นแต่งานง่าย ๆ
  87. เช่น การกักตุนน้ำสะอาด
  88. พวกเขาบอกฉันว่า
    เขาต้องทนเฝ้ามองลูก ๆ นั่งเก็บตัว
  89. จมปลักไปกับความโศกเศร้า, หดหู่, โกรธแค้น
  90. ฉี่รดที่นอน, ดูดนิ้ว, หวาดกลัวเสียงดัง
  91. หวาดกลัวต่อฝันร้าย
  92. ฝันร้ายอันน่าประหวั่นพรั่นพรึง
  93. ครอบครัวเหล่านี้ต้องประสบชะตากรรม
    เหมือนเช่นที่เราเห็นกันในโทรทัศน์
  94. ตัวผู้เป็นแม่
  95. ที่กลายเป็นหม้ายมีจำนวนเกือบครึ่ง
  96. หรือไม่รู้กระทั่งว่าสามีเป็นหรือตาย
  97. พยายามอธิบายถึงความรู้สึกอันเลวร้าย
    ว่าพวกเธอรับมือกับมันยากเย็นเพียงใด
  98. พวกเธอเฝ้ามองเด็ก ๆ เปลี่ยนไป
    และไม่รู้จะช่วยเหลืออย่างไร
  99. ไม่รู้จะตอบคำถามที่ลูก ๆ เพียรถามอย่างไร
  100. แต่สิ่งที่ฉันพบว่าช่างน่าอัศจรรย์
    และก่อเกิดเป็นแรงบันดาลใจ

  101. คือ การที่ครอบครัวเหล่านี้
    มีกำลังใจที่จะช่วยลูก ๆ มากเหลือเกิน
  102. แม้ว่าจะต้องพบกับอุปสรรคทั้งหมดนี้
  103. พวกเขาก็คอยช่วยเหลือลูก ๆ ของเขา
  104. พวกเขาพยายามขอความช่วยเหลือ
    เหล่าผู้ที่ทำงานใน NGO
  105. จากครูในค่ายผู้ลี้ภัย
  106. หน่วยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
  107. พ่อแม่ครอบครัวอื่น ๆ
  108. ฉันเจอคุณแม่ท่านหนึ่ง
    ที่เพิ่งมาอยู่ในค่ายได้เพียง 4 วัน
  109. แต่ได้พยายามถึง 2 หน
  110. ในการขอความช่วยเหลือ
    ให้ลูกสาวตัวน้อยวัย 8 ขวบ
  111. ผู้ที่ตกอยู่ในห้วงฝันร้าย
  112. แต่น่าเศร้า ที่ความพยายามเหล่านี้
    มักจะไร้ประโยชน์เสียส่วนใหญ่
  113. เมื่อใดที่มีคณะแพทย์มาค่ายผู้ลี้ภัย
  114. ก็จะยุ่งอยู่ตลอดเวลาเสมอ
  115. หรือไม่มีความรู้ และเวลา
    ในการช่วยเหลือการเลี้ยงดูขั้นพื้นฐาน
  116. คุณครูและพ่อแม่คนอื่น ๆ
    ในค่ายผู้ลี้ภัยก็เช่นเดียวกัน
  117. ส่วนหนึ่งของชุมชนผู้ลี้ภัยหน้าใหม่
    ที่กำลังต่อสู้เพื่อความจำเป็นใหม่ ๆ
  118. ฉะนั้น เราจึงเริ่มคิดหาทาง

  119. ว่าเราจะช่วยพวกเขาได้อย่างไร
  120. ผู้ที่กำลังต่อสู้กับสิ่งที่หนักเกินจะรับไหว
  121. วิกฤตการณ์ซีเรียครั้งนี้ชี้ชัดแล้วว่า
  122. มันเป็นไปไม่ได้เลยที่จะเข้าช่วยเหลือ
    ครอบครัวเหล่านี้ในระดับปัจเจกบุคคล
  123. เราจะช่วยพวกเขาอย่างไรได้อีก
  124. เราจะเข้าถึงพวกเขาในระดับประชากร
  125. และมีค่าใช้จ่ายน้อย
  126. ในช่วงเวลาอันน่าสะพรึงกลัวเช่นนี้ได้อย่างไร
  127. หลังจากที่ใช้เวลาพูดคุยกับผู้ทำงานใน NGO

  128. หนึ่งในนั้น ได้แนะนำไอเดียอันแสนบรรเจิด
  129. ในการแจกใบปลิวความรู้การเลี้ยงดูบุตร
    ผ่านกระดาษห่อขนมปัง
  130. กระดาษห่อขนมปังที่จะถูกส่งไปให้
    ครอบครัวในพื้นที่ขัดแย้งของซีเรีย
  131. โดยผู้ปฏิบัติงานด้านมนุษยธรรม
  132. นั่นคือสิ่งที่เราได้ทำไปค่ะ
  133. กระดาษห่อขนมปังนั้น
    ไม่ได้ถูกดัดแปลงรูปโฉมแต่อย่างใด
  134. ที่เพิ่มมามีเพียงกระดาษอีกสองแผ่น
  135. แผ่นแรก คือใบข้อมูล
    และคำแนะนำขั้นพื้นฐานในการเลี้ยงดูบุตร
  136. ที่จะช่วยให้สิ่งที่ผู้เป็นพ่อแม่อาจต้องเจอ
  137. และสิ่งที่ลูก ๆ ของพวกเขาอาจต้องเจอ
    กลับสู่สภาวะปกติ
  138. และข้อมูลวิธีในการช่วยเหลือตนเอง
    และลูก ๆ
  139. เช่นข้อมูลในการใช้เวลาพูดคุยกับลูก ๆ
  140. แสดงออกถึงความรักให้มากขึ้น
  141. และใจเย็นกับลูก ๆ ให้มากขึ้น
  142. ยามที่พูดคุยกับพวกเขา
  143. ส่วนกระดาษอีกแผ่น คือ
    แบบสอบถามข้อเสนอแนะ
  144. แน่นอนว่ามีปากกาแนบไปด้วยค่ะ
  145. ฉะนั้น การแจกจ่ายใบปลิวอันเรียบง่ายนี้
  146. หรือนี่จะเป็นวิถีทางที่เป็นไปได้
    ในการส่งมอบการปฐมพยาบาลด้านจิตใจ
  147. ที่มอบความอบอุ่น ความปลอดภัย
    และการเลี้ยงดูที่เปี่ยมไปด้วยรักกันแน่นะ
  148. เพียงสัปดาห์เดียว เราสามารถแจก
    ใบปลิวได้ถึง 3,000 แผ่น

  149. แต่สิ่งที่น่าทึ่งก็คือ
    เรามีอัตราตอบรับถึง 60 เปอร์เซ็นต์
  150. 60 เปอร์เซ็นต์
    จาก 3,000 ครอบครัวที่ตอบรับเรา
  151. ดิฉันไม่ทราบนะคะ
    ว่าเรามีนักวิจัยอยู่กี่ท่าน ณ ที่แห่งนี้
  152. แต่อัตราการตอบรับที่ว่านี้มันน่าประทับใจจริง ๆ
  153. และหากมีผลตอบรับแบบนี้ในแมนเชสเตอร์
    คงจะเป็นความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่
  154. แทบไม่ต้องพูดถึงพื้นที่ขัดแย้งในซีเรีย
  155. เป็นการชี้ชัดถึงความสำคัญของข้อความ
    ที่มีต่อครอบครัวเหล่านั้น
  156. ฉันจำได้ว่าเราตื่นเต้นและกระตือรือร้นแค่ไหน
    ที่ได้รับแบบสอบถามคืน
  157. หลายครอบครัวได้ส่งข้อความกลับมานับร้อย
  158. ส่วนใหญ่แล้วเป็นไปในทางบวกและสนับสนุน
  159. แต่ข้อความที่ฉันชอบเป็นพิเศษคงจะเป็น
  160. "ขอบคุณที่ไม่ลืมพวกเราและลูก ๆ ของเรา"
  161. นี่แสดงให้เห็นถึงวิธีช่วยเหลือที่มีศักยภาพ
  162. ในการส่งมอบการปฐมพยาบาลด้านจิตใจ
    แก่ครอบครัว
  163. และข้อเสนอแนะที่ตอบกลับมาก็เช่นกัน
  164. ลองนึกภาพถึงการให้ความช่วยเหลือนี้
    ด้วยวิธีอื่น
  165. เช่น การแจกจ่ายนมสำหรับทารกแรกเกิด
    หรือเครื่องใช้ส่วนตัวของผู้หญิง
  166. หรือแม้แต่ตะกร้าอาหารดูนะคะ
  167. ฉะนั้น มาทำให้พวกเขา
    ใกล้ชิดความเป็นบ้านมากขึ้นจะดีกว่า

  168. เพราะวิกฤตผู้ลี้ภัยในครั้งนี้
  169. คือวิกฤตที่กระทบถึงเราทุกคน
  170. เราถูกถาโถมด้วยรูปภาพ
    และสถิตินี้อยู่ทุกคืนวัน
  171. และนั่นก็ไม่น่าแปลกใจเลย
  172. เพราะเมื่อเดือนที่แล้ว
  173. ผู้ลี้ภัยกว่าล้านคนได้เดินทางมาถึงยุโรป
  174. หนึ่งล้านคนเชียวนะคะ
  175. ผู้ลี้ภัยทั้งหลายก็เข้าร่วมสังคมพวกเรา
  176. และพวกเขาจะกลายเป็นเพื่อนบ้านเรา
  177. ลูก ๆ ของพวกเขาก็จะเข้าโรงเรียน
    แห่งเดียวกันกับลูก ๆ ของเรา
  178. เราจึงปรับเปลี่ยนใบปลิวให้ตรง
    กับความต้องการของผู้ลี้ภัยในยุโรป
  179. และเราจะเปิดให้เข้าถึงโดยเสรีผ่านออนไลน์ได้
  180. ในพื้นที่ที่มีการหลั่งไหลเข้ามา
    ของผู้ลี้ภัยในปริมาณสูง
  181. เช่น ระบบบริการสุขภาพของสวีเดน
    ได้อัพโหลดใบปลิวลงเว็บไซต์พวกเขา
  182. และภายใน 45 นาทีแรก
  183. มันก็ถูกดาวน์โหลดไปถึง 343 ครั้ง
  184. เป็นการชี้ให้เห็น
    ว่ามันมีความสำคัญถึงเพียงไหน
  185. สำหรับอาสาสมัคร, ผู้ปฏิบัติงาน
    และครอบครัวอื่น
  186. ในการเข้าถึงข้อมูล
    การปฐมพยาบาลทางจิตใจได้โดยเสรี
  187. ในปี ค.ศ. 2013 ฉันนั่งอยู่บนพื้นแข็ง ๆ
    และเย็นเยียบที่เต็นท์ในค่ายผู้ลี้ภัย

  188. พร้อมด้วยบรรดาคุณแม่ที่นั่งรายล้อม
    ขณะที่ฉันกำลังดำเนินการสนทนากลุ่ม
  189. มีหญิงชราคนหนึ่งยืนอยู่ตรงข้ามกับฉัน
  190. และคนที่ดูเหมือนเด็กผู้หญิงวัย 13
    เอนตัวพิงอยู่ข้าง ๆ
  191. โดยศีรษะของเธออยู่ตรงเข่าของหญิงชรา
  192. เด็กสาวคนนี้นิ่งเงียบตลอดระยะการสนทนากลุ่ม
  193. นั่งชันเข่าแนบชิดอก
  194. โดยไม่ปริปากอะไรทั้งสิ้น
  195. เมื่อเหลือเวลาอีกเล็กน้อย
    ก่อนยุติการสนทนากลุ่ม
  196. ขณะที่ฉันกำลังขอบคุณ
    บรรดาคุณแม่ที่สละเวลามาร่วม
  197. หญิงชราคนนั้นก็มองมาที่ฉัน
    พลางชี้ไปที่สาวน้อย
  198. แล้วพูดกับฉันว่า
    "คุณช่วยพวกเราเรื่อง..ได้ไหม?"
  199. ฉันเองก็ไม่มั่นใจ
    ว่าเธออยากให้ฉันช่วยอะไร
  200. ฉันมองที่เด็กหญิงและยิ้มให้
  201. แล้วพูดเป็นภาษาอาหรับว่า
  202. "สวัสดีจ้ะ เธอชื่ออะไร"
  203. "เธอชื่ออะไรเหรอ"
  204. เธอมองมาที่ฉันด้วยความสับสน
  205. แล้วตอบว่า "ฮาลูล"
  206. ฮาลูล เป็นชื่อเล่นของชื่อผู้หญิง
    ในภาษาอาหรับ "ฮาลา"
  207. และจะใช้คำนี้ก็ต่อเมื่อเอ่ยถึงสาวน้อย
    ที่อายุน้อยมาก ๆ
  208. จากจุดนี้ฉันจึงรู้ว่า จริง ๆ แล้ว
    ฮาลา น่าจะมีอายุมากกว่า 13
  209. ปรากฏว่าเธอเป็นคุณแม่วัย 25 ปี
    ของลูกน้อยถึงสามคน
  210. ฮาลา เคยเป็นคุณแม่ที่ร่าเริงสดใส
    มั่นใจ เปี่ยมด้วยความรักและความห่วงใย
  211. แก่ลูก ๆ ของเธอเป็นอย่างมาก
  212. ทว่าสงครามแปรเปลี่ยนทุกอย่างไปจนหมด
  213. เธอผ่านเหตุการณ์การทิ้งระเบิดในเมือง
  214. เธออยู่ในช่วงเวลาแห่งการระเบิด
  215. เมื่อเครื่องบินขับไล่
    บินวนไปมาเหนืออาคารบ้านเรือน
  216. แล้วทิ้งระเบิดลงมา
  217. ลูก ๆ ของเธอคงจะกรีดร้องด้วยความหวาดกลัว
  218. ฮาลาจึงรีบปรี่ไปคว้าหมอนมาปิดหูลูก ๆ ของเธอ
  219. เพื่อไม่ให้ได้ยินเสียงดังอื้ออึง
  220. ในขณะที่ตัวเธอเองก็กรีดร้องเช่นกัน
  221. และเมื่อเธอและลูก ๆ มาถึงค่ายผู้ลี้ภัย
  222. เธอรู้ว่าในที่สุดเธอและลูกก็ปลอดภัยแล้ว
  223. เธอจึงเริ่มปิดกั้นตัวเอง
    ทำเหมือนอย่างที่ตัวเธอเคยเป็นครั้งยังเด็ก
  224. เธอปฏิเสธครอบครัวของเธออย่างสิ้นเชิง
  225. ทั้งลูก ๆ ของเธอ, สามีของเธอ
  226. ฮาลาไม่อาจแบกรับอะไรได้อีกแล้ว
  227. นี่คือความยากลำบากในการเลี้ยงดู
    ที่มีจุดจบอันร้ายแรง

  228. แต่น่าเศร้าที่มันไม่ใช่เรื่องแปลกเลย
  229. สำหรับผู้ที่ต้องประสบกับความขัดแย้ง
    และการพลัดพรากถิ่นฐาน
  230. จะต้องเผชิญความขัดแย้งทางอารมณ์อย่างรุนแรง
  231. และนั่นคือสิ่งที่เราทุกคนพอจะเข้าใจความรู้สึก
  232. ถ้าคุณเคยผ่านช่วงเวลาที่ย่ำแย่มาในชีวิตคุณ
  233. หากคุณสูญเสียใครสักคนหรือสิ่งที่คุณรักมาก
  234. คุณจะรับมือต่อไปได้อย่างไร
  235. คุณจะยังสามารถดูแลตัวเอง
    และครอบครัวคุณได้อยู่หรือไม่
  236. ลองคิดดูสิว่าช่วงปีแรก ๆ ของชีวิตนั้น
    สำคัญอย่างยิ่งยวด

  237. ต่อพัฒนาการทางร่างกายและอารมณ์ที่ดี
  238. และคนร่วมพันห้าร้อยล้าน
    กำลังประสบกับความขัดแย้งทางอาวุธ
  239. หลายคนในจำนวนเหล่านั้นได้เข้ามา
    เป็นส่วนหนึ่งของสังคมเราในปัจจุบัน
  240. เราไม่อาจทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ได้อีกต่อไป
  241. กับความต้องการของผู้ที่ประสบสงคราม
    และการพลัดถิ่น
  242. เราต้องให้ความสำคัญแก่ความต้องการ
    ของครอบครัวเหล่านั้นเป็นลำดับต้น ๆ
  243. ทั้งผู้พลัดถิ่นในประเทศตัวเอง
    และคนที่เป็นผู้ลี้ภัยทั่วโลก
  244. ความต้องการเหล่านี้ต้องได้รับความสำคัญ
    จากผู้ที่ทำงานใน NGO และผู้วางนโยบาย
  245. ทั้งองค์กร WHO, องค์กร UNHCR
    และพวกเราทุกคน
  246. ไม่ว่าเราจะทำงานอยู่ในตำแหน่งใด
    ในสังคมของเราก็ตาม
  247. เมื่อเราเริ่มรับรู้ถึงตัวผู้ประสบภัยขัดแย้ง

  248. เมื่อเราเริ่มสังเกตถึงอารมณ์อันซับซ้อน
    ที่ปรากฏบนในหน้าของพวกเขา
  249. เราก็จะเห็นพวกเขาในฐานะมนุษย์เฉกเช่นเรา
  250. เราจะเห็นความต้องการของครอบครัวเหล่านั้น
  251. และนั่นคือความต้องการของมนุษย์อย่างแท้จริง
  252. เมื่อความต้องการของครอบครัวเหล่านี้
    ได้รับการให้ความสำคัญเป็นลำดับแรก
  253. การเข้าแทรกแซงช่วยเหลือเด็กในด้านมนุษยธรรม
  254. จะได้รับการให้ความสำคัญและรับรู้ถึงหน้าที่
    พื้นฐานของครอบครัวในการช่วยเหลือเด็ก ๆ
  255. "สุขภาพจิตของครอบครัว"
    จะต้องประกาศให้ดังก้องและชัดเจน
  256. ไปในระดับโลกและระดับนานาชาติ
  257. เด็ก ๆ จะมีแนวโน้มที่จะเข้ารับ
    บริการทางสังคมน้อยลง
  258. ในประเทศที่ไปตั้งรกราก
  259. เพราะว่าครอบครัวเหล่านี้
    จะต้องได้รับการช่วยเหลือในช่วงแรก
  260. แล้วเราก็จะเปิดใจให้มากขึ้น
  261. ต้อนรับเขามากขึ้น ดูแลเขามากขึ้น
  262. และเชื่อใจในตัวผู้ที่มา
    เข้ารวมสังคมของพวกเรากันมากขึ้น
  263. เราจะต้องหยุดยั้งสงครามทั้งหลาย

  264. เราต้องสร้างโลกใบใหม่ที่เด็ก ๆ จะสามารถ
    ฝันถึงเครื่องบินมาโปรยแจกของขวัญได้
  265. ไม่ใช่มาทิ้งระเบิด
  266. จนกว่าเราจะหยุดยั้งความขัดแย้งด้วยอาวุธ
    ที่คุกรุ่นไปทั่วโลกได้
  267. ครอบครัวเหล่านี้จะพลัดถิ่น
  268. ทิ้งให้เด็ก ๆ ต้องเปราะบางร่ำไป
  269. แต่จากการปรับปรุงการเลี้ยงดู
    และการช่วยเหลือผู้ดูแล
  270. มันก็อาจจะเป็นไปได้ที่จะบรรเทาความสัมพันธ์
    ระหว่างสงครามและความทุกข์ทางจิตใจ
  271. ในตัวเด็ก ๆ และครอบครัวได้
  272. ขอบคุณค่ะ

  273. (เสียงปรบมือ)